สมุทรสงคราม เมืองแม่กลอง ดินแดนสามน้ำ ตลาดน้ำอัมพวา-ตลาดร่มหุบ-หิ่งห้อยริมคลอง
สมุทรสงคราม หรือที่คนคุ้นปากเรียกกันว่า "เมืองแม่กลอง" เป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดในประเทศไทย แต่อัดแน่นด้วยเสน่ห์ที่หาไม่ได้ง่ายๆ ที่นี่คือดินแดนปลายน้ำแม่กลองก่อนไหลออกอ่าวไทย จุดที่น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม มาบรรจบกันจนได้ฉายาว่า "เมืองสามน้ำ" สภาพภูมิประเทศแบบนี้เองที่หล่อเลี้ยงทั้งสวนผลไม้ ป่าชายเลน และทะเลโคลนให้อุดมสมบูรณ์อยู่ในจังหวัดเดียวกัน
ความน่ารักของแม่กลองคือมันอยู่ใกล้กรุงเทพฯ แค่ชั่วโมงเศษ แต่พอก้าวลงจากรถก็เหมือนหลุดเข้าไปอีกจังหวะชีวิต เรือพายขายขนมไทยลัดเลาะตามคลอง บ้านไม้เก่าริมน้ำยังเปิดประตูค้าขายเหมือนเมื่อร้อยปีก่อน ตกค่ำหิ่งห้อยก็ออกมาพราวระยับตามต้นลำพู เป็นภาพที่หาดูยากขึ้นทุกที
นี่คือจังหวัดที่เล่าเรื่องได้ทั้งวันไม่จบ ตั้งแต่ค่ายบางกุ้งที่เคยเป็นสมรภูมิกู้ชาติ ตลาดร่มหุบที่รถไฟแล่นผ่ากลางแผงผัก ไปจนถึงปลาทูหน้างอคอหักที่อร่อยจนได้ขึ้นทะเบียน GI มาดูกันว่าทำไมเมืองเล็กๆ แห่งนี้ถึงครองใจนักเดินทางมาไม่เคยเสื่อมคลาย
จากแขวงบางช้างสู่เมืองแม่กลอง: ประวัติศาสตร์ปลายน้ำ
เดิมทีพื้นที่แถบนี้เป็นเพียง "แขวงบางช้าง" ขึ้นอยู่กับเมืองราชบุรี กระทั่งช่วงปลายกรุงศรีอยุธยาต่อกับสมัยกรุงธนบุรี แขวงบางช้างจึงแยกออกมาตั้งเป็นเมืองในชื่อ "แม่กลอง" ตามชื่อแม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงผู้คน แม่น้ำแม่กลองเองถือเป็นลำน้ำเก่าแก่ มีร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของผู้คนในแถบสุวรรณภูมิมายาวนาน ก่อนจะไหลออกสู่อ่าวไทยที่ปากอ่าวแม่กลอง
หน้าประวัติศาสตร์สำคัญของจังหวัดผูกกับการกู้ชาติโดยตรง เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสถาปนากรุงธนบุรี กองทัพพม่ายกผ่านเข้ามาถึงตำบลบางกุ้ง พระองค์ทรงรวบรวมไพร่พลตั้งค่ายต้านทานที่ "ค่ายบางกุ้ง" จนตีทัพพม่าแตกพ่ายไป ค่ายแห่งนี้จึงกลายเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ที่คนแม่กลองภาคภูมิใจมาจนทุกวันนี้ และยังเป็นที่ตั้งของวัดบางกุ้งอันลือชื่อ
ที่เที่ยวต้องไป: ตลาดน้ำอัมพวา ตลาดร่มหุบ ดอนหอยหลอด และโบสถ์ปรกโพธิ์
ไฮไลต์อันดับหนึ่งคือ "ตลาดน้ำอัมพวา" หรือตลาดน้ำยามเย็น เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ 11 สิงหาคม 2547 เพื่ออนุรักษ์วิถีชุมชนริมน้ำ เปิดช่วงบ่ายยาวไปถึงค่ำของวันศุกร์-อาทิตย์ เสน่ห์อยู่ที่แม่ค้าพายเรือขายก๋วยเตี๋ยวเรือ หอยทอด ขนมใส่ไส้ ขนมไทยร้อนๆ ส่งจากเรือถึงมือ พอตกค่ำยังลงเรือไปชมหิ่งห้อยตามต้นลำพูริมคลองได้อีก
อีกแห่งที่ห้ามพลาดคือ "ตลาดร่มหุบ" ริมทางรถไฟใกล้สถานีรถไฟแม่กลอง ตลาดสดที่แผงขายของวางประชิดรางจนรถไฟต้องแล่นผ่ากลาง พอเสียงหวูดดังพ่อค้าแม่ค้าก็เก็บร่มหุบผ้าใบกันพรึบเดียวเสร็จ แล้วกางคืนทันทีที่รถผ่านไป จนได้ชื่อเล่นว่า "ตลาดเสี่ยงตาย" ที่ฝรั่งแห่มาดูไม่ขาดสาย
สายธรรมชาติและประวัติศาสตร์ควรแวะ "ดอนหอยหลอด" สันดอนปากแม่น้ำที่ลงไปงมหอยหลอดได้ในช่วงน้ำลง นั่งเรือชมป่าชายเลน และสักการะพระบรมรูปกรมหลวงชุมพรฯ ส่วนสาย Unseen ต้องไป "วัดบางกุ้ง" ชมอุโบสถปรกโพธิ์ โบสถ์เก่าสมัยอยุธยาที่ถูกรากต้นโพธิ์ ต้นไกร ต้นกร่าง โอบรัดทั้งหลังจนกลายเป็นโบสถ์สีเขียว ภายในประดิษฐานหลวงพ่อนิลมณี (หลวงพ่อดำ) ปิดท้ายด้วย "อุทยาน ร.2" สวนหลวงแม่กลองที่รำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ผู้ทรงมีพระราชสมภพ ณ แผ่นดินอัมพวาแห่งนี้
ความศรัทธาคู่เมือง: หลวงพ่อบ้านแหลม
ถ้าพูดถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแม่กลอง ต้องยกให้ "หลวงพ่อบ้านแหลม" ที่ประดิษฐาน ณ วัดเพชรสมุทรวรวิหาร ในเขตอำเภอเมือง พระพุทธรูปยืนอุ้มบาตรขนาดเท่าคนจริง สูงราว 167 เซนติเมตร
ตามตำนานเล่าว่าชาวประมงบ้านแหลมออกลากอวนในอ่าวแม่กลองแล้วได้พระพุทธรูปติดอวนขึ้นมา จึงอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ กลายเป็นศูนย์รวมศรัทธาที่ผู้คนเดินทางมากราบไหว้ขอพรไม่ขาดสาย โดยเฉพาะช่วงเทศกาลและวันหยุดยาว ทำให้การไหว้พระเก้าวัดสมุทรสงครามเป็นกิจกรรมยอดนิยมที่ผูกการท่องเที่ยวเข้ากับความเชื่อได้อย่างกลมกลืน
ของกินของฝากเมืองสามน้ำ: ปลาทูหน้างอ ลิ้นจี่ค่อม ส้มโอขาวใหญ่
ด้วยความเป็นเมืองสามน้ำ สมุทรสงครามจึงมีของดีขึ้นทะเบียน GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) ถึง 5 ชนิด ได้แก่ ปลาทูแม่กลอง ส้มโอขาวใหญ่ ลิ้นจี่ค่อม พริกบางช้าง และเกลือสมุทรแม่กลอง ดาวเด่นคือ "ปลาทูแม่กลอง" ที่ขึ้นชื่อเรื่อง "หน้างอ คอหัก" จากการนึ่งในเข่งไม้ไผ่ ตัวอ้วนสั้น เนื้อแน่น นุ่ม หวานมัน หนังบาง จนได้ฉายาสุดยอดปลาทูเมืองไทย
ฝั่งผลไม้ "ส้มโอขาวใหญ่" เป็นพันธุ์พื้นเมืองรสหวาน ผลใหญ่ ไม่มีเมล็ด เนื้อสีน้ำผึ้ง ไม่ขมไม่ซ่า ส่วน "ลิ้นจี่ค่อม" ต้นเตี้ยทรงพุ่ม เนื้อแห้งกรอบไม่แฉะ กลิ่นหอมรสหวานจัด จนจังหวัดจัด "งานเทศกาลลิ้นจี่พันธุ์ค่อมและของดีสมุทรสงคราม" ขึ้นเป็นประจำในช่วงผลผลิตออก นอกจากนี้ยังมีน้ำตาลมะพร้าวแท้ที่เคี่ยวจากน้ำตาลสดเก็บวันละสองเวลา หอมหวานเป็นของฝากที่ใครมาก็ต้องหิ้วกลับ
ไปเมื่อไหร่ดี และเกร็ดน่ารู้ก่อนออกเดินทาง
ช่วงที่เที่ยวสนุกที่สุดคือฤดูหนาว ราวพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ อากาศเย็นสบาย เหมาะกับการนั่งเรือชมหิ่งห้อยและเดินตลาดน้ำ ส่วนใครอยากตามล่าผลไม้ตามฤดู ลิ้นจี่ค่อมและส้มโอจะออกชุกในช่วงต้นถึงกลางปี ขณะที่ดอนหอยหลอดควรเช็กตารางน้ำลงก่อน เพราะจะลงไปเดินสันดอนงมหอยได้เฉพาะตอนน้ำลงเท่านั้น
ตลาดน้ำอัมพวาคึกคักเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ตั้งแต่บ่ายถึงค่ำ ส่วนตลาดร่มหุบเปิดทุกวันแต่ต้องดูตารางรถไฟเพื่อให้ทันจังหวะ "หุบร่ม" อันเป็นไฮไลต์ ด้วยขนาดจังหวัดที่เล็กกะทัดรัด หลายคนเที่ยวแม่กลองแบบไปเช้าเย็นกลับหรือค้างคืนเดียวก็ครบรส เพียงขับรถจากกรุงเทพฯ ราวหนึ่งชั่วโมงเศษ ก็ได้สัมผัสทั้งตลาด วัด ทะเลโคลน และวิถีริมคลองในทริปเดียว
เกร็ดน่ารู้สำคัญ
- จังหวัดที่เล็กที่สุดในประเทศไทย ได้ฉายา "เมืองแม่กลอง" และ "เมืองสามน้ำ" เพราะมีทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย น้ำเค็มมาบรรจบ
- ตลาดน้ำอัมพวาเปิดอย่างเป็นทางการ 11 สิงหาคม 2547 เปิดช่วงบ่าย-ค่ำวันศุกร์ถึงอาทิตย์ พร้อมล่องเรือชมหิ่งห้อยตามต้นลำพูยามค่ำ
- ตลาดร่มหุบริมทางรถไฟใกล้สถานีแม่กลอง แผงค้าตั้งประชิดราง ต้องหุบร่ม-เก็บของทุกครั้งที่รถไฟแล่นผ่าน
- วัดบางกุ้งมีอุโบสถปรกโพธิ์สมัยอยุธยาที่ถูกรากต้นโพธิ์ ต้นไกร ต้นกร่างปกคลุมทั้งหลัง ภายในมีหลวงพ่อนิลมณี (หลวงพ่อดำ) เป็นจุด Unseen
- มีสินค้า GI 5 ชนิด: ปลาทูแม่กลอง (หน้างอคอหัก) ส้มโอขาวใหญ่ ลิ้นจี่ค่อม พริกบางช้าง และเกลือสมุทรแม่กลอง
- เป็นแผ่นดินพระราชสมภพของรัชกาลที่ 2 (อุทยาน ร.2 ที่อัมพวา) และมีค่ายบางกุ้งสมรภูมิกู้ชาติสมัยพระเจ้าตากสิน รวมถึงหลวงพ่อบ้านแหลมที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร
