สมุทรปราการ เมืองปากน้ำหน้าด่านเจ้าพระยา ป้อมพระจุล เมืองโบราณ และประเพณีรับบัวหนึ่งเดียวในโลก
ขับรถออกจากใจกลางกรุงเทพฯ มาแค่ราว 29 กิโลเมตร คุณก็จะถึง 'เมืองปากน้ำ' หรือจังหวัดสมุทรปราการ — เมืองหน้าด่านชายทะเลที่แม่น้ำเจ้าพระยาไหลลงสู่อ่าวไทยเป็นจุดสุดท้าย ชื่อ 'สมุทรปราการ' เองก็แปลตรงตัวว่า 'กำแพงริมทะเล' สะท้อนบทบาทที่เมืองนี้เคยมีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ในฐานะปราการป้องกันข้าศึกที่จะรุกเข้าทางปากแม่น้ำ
หลายคนมองสมุทรปราการเป็นแค่เมืองอุตสาหกรรมและทางผ่านไปสนามบินสุวรรณภูมิ แต่พอลงลึกจริงๆ จะพบว่าที่นี่อัดแน่นด้วยของเที่ยวที่หาไม่ได้ง่ายๆ ทั้งช้างสามเศียรโลหะที่ใหญ่ที่สุดในโลก พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ย่อเมืองทั้งประเทศมาไว้ในที่เดียว ป้อมปืนประวัติศาสตร์ที่เคยลั่นกระสุนใส่เรือรบฝรั่งเศส และผืนป่ากลางน้ำสีเขียวที่ได้ชื่อว่าเป็น 'ปอดของกรุงเทพฯ'
ที่สำคัญ สมุทรปราการยังเป็นบ้านของประเพณี 'รับบัว' ที่ได้ชื่อว่าหนึ่งเดียวในโลก และเป็นแหล่งกำเนิดของปลาสลิดบางบ่อที่คนทั้งประเทศตามหา บทความนี้จะพาไปรู้จักเมืองปากน้ำให้ลึกกว่าที่เคย
เมืองหน้าด่านปากน้ำ : ความเป็นมาของกำแพงริมทะเล
สมุทรปราการเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีรากย้อนไปถึงสมัยอยุธยา ด้วยทำเลที่อยู่ปลายสุดของแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนออกอ่าวไทย เมืองนี้จึงเป็นด่านหน้าทางทะเลที่สำคัญมาแต่โบราณ เรือสินค้าและเรือข้าศึกที่จะเข้าสู่กรุงต้องผ่านปากน้ำแห่งนี้ก่อนเสมอ ชาวบ้านจึงเรียกกันติดปากว่า 'เมืองปากน้ำ'
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) เมื่อปี พ.ศ. 2363 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 3) ร่วมกับเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) คุมกำลังมาบูรณะเมืองขึ้นใหม่ พร้อมสร้างป้อมปราการขนาบสองฝั่งแม่น้ำ ย้ายตัวเมืองจากบางปลากดมาตั้งที่ตำบลบางเมือง ใช้เวลาก่อสร้างถึง 3 ปี จึงแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2365
บทบาทเมืองหน้าด่านนี้ยังต่อเนื่องมาถึงรัชกาลที่ 5 เมื่อสยามต้องรับมือกับการคุกคามของชาติตะวันตก จึงเกิดป้อมปืนสมัยใหม่ขึ้นที่ปากน้ำ ซึ่งกลายเป็นฉากของวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ในเวลาต่อมา
ที่เที่ยวที่ต้องไป : ช้างเอราวัณ เมืองโบราณ และป้อมพระจุล
หมุดหมายแรกที่พลาดไม่ได้คือ พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ ประติมากรรมช้างสามเศียรทำจากโลหะทองแดงที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตัวช้างสูงราว 43.6 เมตร ภายในตกแต่งด้วยกระจกสีและงานปูนปั้นวิจิตร เป็นทั้งศาสนสถานและงานศิลป์ที่เห็นได้แต่ไกลริมถนนสุขุมวิท
ถัดมาคือ เมืองโบราณ (Ancient City) บริเวณกิโลเมตรที่ 33 ถนนสุขุมวิท พื้นที่กว่า 800 ไร่ ได้ชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์เอกชนกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวบรวมสถาปัตยกรรมและโบราณสถานสำคัญจากทั่วไทยมาจำลองไว้ ตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์จนถึงรัตนโกสินทร์ เที่ยวได้ทั้งวันด้วยการปั่นจักรยาน นั่งรถราง ไหว้พระ และเดินตลาดน้ำ
อีกหนึ่งหมุดประวัติศาสตร์คือ ป้อมพระจุลจอมเกล้า ที่ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2427 ในรัชกาลที่ 5 ติดตั้งปืนใหญ่ 'เสือหมอบ' ที่ยิงต่อต้านเรือรบฝรั่งเศสในวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ปัจจุบันมีพระบรมราชานุสาวรีย์ พิพิธภัณฑ์ และเรือหลวงแม่กลองให้ขึ้นชม ส่วนสายธรรมชาติ ห้ามพลาด บางกะเจ้า หรือ 'เกาะสีเขียว' พื้นที่กว่า 11,000 ไร่ ที่แม่น้ำเจ้าพระยาโอบล้อมจนเป็นปอดของกรุงเทพฯ และได้รับยกย่องเป็น Best Urban Oasis of Asia
ประเพณีรับบัว : โยนบัวหนึ่งเดียวในโลก
เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ทำให้สมุทรปราการต่างจากทุกจังหวัดคือ 'ประเพณีรับบัว' หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า 'โยนบัว' จัดขึ้นที่อำเภอบางพลีในช่วงออกพรรษาของทุกปี ตรงกับวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ถือเป็นประเพณีหนึ่งเดียวในโลกที่ไม่มีที่ใดทำเหมือน
ตำนานเล่าว่าในอดีตชาวมอญจากปากลัดจะล่องเรือมายังบางพลีในช่วงนี้ ชาวบางพลีจึงเก็บดอกบัวหลวงมามอบให้เพื่อนำกลับไปบูชาพระในเทศกาลออกพรรษา เริ่มจากการส่งมือต่อมือ พอเรืออยู่ไกลก็ใช้วิธีโยน จนกลายเป็นภาพการ 'โยนบัว' ลงเรือที่อัญเชิญองค์จำลองหลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน แห่ไปตามคลองสำโรง ผู้คนเชื่อว่าหากโยนบัวลงเรือได้แล้วอธิษฐานขอพร จะสมหวังดังปรารถนา
ประเพณีนี้เคยซบเซาในช่วง พ.ศ. 2473–2481 ก่อนจะได้รับการฟื้นฟูโดยความร่วมมือของชาวบ้าน พ่อค้า และทางอำเภอ จนกลับมาคึกคัก และได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติเมื่อ พ.ศ. 2555
ปลาสลิดบางบ่อและของฝากเมืองปากน้ำ
ถ้าพูดถึงของขึ้นชื่อ ต้องยกให้ 'ปลาสลิดบางบ่อ' ที่ขึ้นชื่อเรื่องตัวโต เนื้อแน่น ไม่มีกลิ่นโคลน ทอดแล้วกรอบอร่อยเนื้อไม่ยุ่ย จนได้รับการประกาศให้เป็นปลาประจำจังหวัดสมุทรปราการเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2557
ตำนานปลาสลิดบางบ่อเริ่มราวปี พ.ศ. 2483 เมื่อ 'ลุงผัน ผู้เจริญ' ชาวนาในพื้นที่นำปลาสลิดมาปล่อยในนาข้าว แล้วพบว่าแพร่พันธุ์ดีและรสชาติอร่อยกว่าที่อื่น กระทั่งราวปี พ.ศ. 2500 จึงเปลี่ยนนาข้าวเป็นบ่อเลี้ยงปลาสลิดเต็มรูปแบบ จนกลายเป็นอาชีพและสินค้า OTOP ขึ้นชื่อของอำเภอบางบ่อและบางพลีมาจนทุกวันนี้
นอกจากปลาสลิดตากแห้งที่ซื้อเป็นของฝากได้ สมุทรปราการยังเด่นเรื่องอาหารทะเลสดจากชายฝั่งบางปูและแหลมฟ้าผ่า รวมถึงของกินพื้นบ้านและขนมหวานที่หาชิมได้ตามตลาดน้ำบางน้ำผึ้งในบางกะเจ้า ที่ยังคงวิถีชีวิตริมคลองแบบดั้งเดิมไว้
ช่วงเวลาน่าเที่ยวและเกร็ดน่ารู้
ช่วงที่เหมาะที่สุดคือฤดูหนาว ราวเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ อากาศเย็นสบายเหมาะกับการปั่นจักรยานในบางกะเจ้าและเดินเที่ยวกลางแจ้งที่เมืองโบราณ ส่วนใครอยากสัมผัสบรรยากาศเทศกาล ต้องมาช่วงต้นเดือนตุลาคมเพื่อชมประเพณีรับบัว ซึ่งมักจัดตรงกับออกพรรษา
เกร็ดน่ารู้คือ สมุทรปราการมีอีกหนึ่งฤดูกาลพิเศษ — ช่วงพฤศจิกายนถึงมีนาคมจะมีฝูงนกนางนวลอพยพหนีหนาวมารวมตัวที่สถานตากอากาศบางปู กลายเป็นจุดให้อาหารนกที่โด่งดัง พร้อมสะพานสุขตาทอดยาวออกทะเลให้เดินชมวิวพระอาทิตย์ตก
ด้วยระยะทางใกล้กรุงเทพฯ และมีรถไฟฟ้าสายสีเขียวต่อขยายมาถึงปากน้ำและเคหะสมุทรปราการ ทำให้เมืองปากน้ำเที่ยวได้สบายแบบไปเช้าเย็นกลับ เหมาะทั้งทริปครอบครัว สายประวัติศาสตร์ และสายธรรมชาติในวันเดียว
เกร็ดน่ารู้สำคัญ
- ชื่อ 'สมุทรปราการ' แปลว่า 'กำแพงริมทะเล' เป็นเมืองหน้าด่านปากแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่ห่างกรุงเทพฯ เพียงประมาณ 29 กิโลเมตร
- พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณมีช้างสามเศียรโลหะสูงราว 43.6 เมตร ใหญ่ที่สุดในโลก
- เมืองโบราณ บนพื้นที่กว่า 800 ไร่ เป็นพิพิธภัณฑ์เอกชนกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก
- ป้อมพระจุลจอมเกล้า สร้าง พ.ศ. 2427 ติดตั้งปืนเสือหมอบที่ใช้ต่อต้านเรือรบฝรั่งเศสในวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112
- ประเพณีรับบัว (โยนบัว) ที่อำเภอบางพลี เป็นประเพณีหนึ่งเดียวในโลก ขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ พ.ศ. 2555
- ปลาสลิดบางบ่อ ได้รับประกาศเป็นปลาประจำจังหวัดเมื่อ 29 ธันวาคม 2557 และบางกะเจ้าได้ชื่อว่าเป็น 'ปอดของกรุงเทพฯ' พื้นที่กว่า 11,000 ไร่
