พิจิตร เมืองชาละวัน: ตำนานจระเข้ริมน่าน บึงสีไฟ และวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิต
พิจิตรเป็นจังหวัดที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักชื่อ แต่ไม่เคยแวะไป ทั้งที่ซ่อนเรื่องราวลึกกว่าที่คิดไว้มาก จังหวัดนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน่านในภาคกลางตอนบน เชื่อมระหว่างนครสวรรค์และพิษณุโลก ผ่านไปเที่ยวกันบ่อยแต่แทบไม่มีใครหยุดรถ ทั้งที่ถ้าหยุดสักครั้งจะพบว่านี่คือเมืองที่มีตำนานเก่าแก่ ประวัติศาสตร์หลายยุค และธรรมชาติริมน้ำที่สงบงามอย่างหาได้ยาก
ชื่อเล่นที่ผูกติดกับพิจิตรมานานคือ 'เมืองชาละวัน' อิงจากนิทานพื้นบ้านเรื่องไกรทองและชาละวันจระเข้ยักษ์ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น ตำนานนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าเพื่อความสนุก แต่สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของคนพิจิตรกับสายน้ำน่านที่หล่อเลี้ยงเมืองมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย เมื่อครั้งที่เมืองนี้ยังมีชื่อว่า 'สระหลวง' ก่อนจะเปลี่ยนเป็น 'โอฆบุรี' และ 'พิจิตร' ในที่สุด
ทุกวันนี้พิจิตรยังคงเป็นเมืองที่เดินเร็วไม่ได้ ผู้คนพูดจาไม่รีบ ตลาดเช้าริมน้ำยังขายของกันแบบเก่า และวัดวาอารามหลายแห่งยังแบกรับประวัติศาสตร์อยุธยาเอาไว้อย่างสมบูรณ์ มาที่นี่จึงไม่ใช่แค่การเที่ยว แต่เป็นการเดินทางย้อนเวลากลับไปสู่ภาคกลางแบบที่มันเคยเป็น
จากสระหลวงสู่เมืองชาละวัน: ประวัติที่หลายคนไม่รู้
พิจิตรมีอายุไม่น้อยกว่า 900 ปี ก่อตั้งในปี พ.ศ. 1601 โดยพระยาโคตรบอง เป็นเมืองขึ้นของสุโขทัยในยุครุ่งเรือง ก่อนจะผ่านมือเข้าสู่อาณาจักรอยุธยา ชื่อเดิมของเมืองคือ 'สระหลวง' ซึ่งบอกถึงลักษณะภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยแหล่งน้ำและบึง ก่อนจะเปลี่ยนเป็น 'โอฆบุรี' แปลว่าเมืองแห่งห้วงน้ำ และสุดท้ายได้ชื่อว่า 'พิจิตร' ซึ่งแปลว่างดงาม
สิ่งที่ทำให้พิจิตรมีสถานะพิเศษในหน้าประวัติศาสตร์ไทยคือการเป็นบ้านเกิดของสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 หรือ 'พระเจ้าเสือ' กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาผู้ทรงโปรดกีฬาชกมวยและทรงพระราชสมภพที่อำเภอโพธิ์ประทับช้างแห่งนี้ ตามตำนานพื้นเมืองระบุว่าพระองค์เสด็จมาเยือนพิจิตรและทรงสร้างวัดโพธิ์ประทับช้างไว้เป็นอนุสรณ์แห่งชาติกำเนิด ก่อนจะย้ายที่ตั้งเมืองในสมัยรัชกาลที่ 5 มาอยู่ในตำแหน่งปัจจุบัน
ตำนานไกรทองกับชาละวันนั้นไม่ใช่แค่นิทาน แต่เป็นกระจกสะท้อนวิถีชีวิตริมน้ำน่านที่ชาวพิจิตรผูกพัน สายน้ำน่านในอดีตอุดมไปด้วยจระเข้สยาม และคนพื้นถิ่นต้องต่อสู้กับธรรมชาติตัวนี้มาตลอด เรื่องราวนี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของพิจิตรที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในงานเทศกาลและชื่อร้านค้าท้องถิ่น
สถานที่ที่ต้องไปให้ครบ: จากวัดโบราณถึงบึงใหญ่
วัดท่าหลวงในตัวเมืองพิจิตรเป็นจุดแรกที่นักท่องเที่ยวมาสักการะ ด้วยหลวงพ่อเพชรซึ่งเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยอันศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเมืองเคารพนับถือมาหลายร้อยปี วัดนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านทำให้บรรยากาศร่มรื่นแบบที่หาได้ยากในเมือง
วัดโพธิ์ประทับช้าง อยู่ห่างจากตัวเมืองราว 27 กิโลเมตร แต่คุ้มค่าที่จะขับรถออกไป วัดนี้สร้างในรัชสมัยพระเจ้าเสือเพื่อเป็นที่ระลึกถึงสถานที่ประสูติ อุโบสถขนาดใหญ่แบบสถาปัตยกรรมอยุธยายังคงสมบูรณ์ และภายในประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่ที่เชื่อมโยงตรงกับราชวงศ์อยุธยา
บึงสีไฟเป็นอีกสถานที่ที่ขาดไม่ได้ เป็นบึงน้ำจืดธรรมชาติขนาดใหญ่อันดับสามของประเทศ พื้นที่กว่า 5,390 ไร่ อยู่ห่างจากตัวเมืองเพียง 11 กิโลเมตร ที่นี่มีสะพานไม้ทอดยาวออกไปกลางน้ำสำหรับชมพระอาทิตย์ตกที่นักถ่ายภาพรู้จักกันดี นกนานาชนิดมาอาศัยอยู่ตลอดปี โดยเฉพาะฤดูหนาวจะพบนกอพยพจำนวนมาก
อุทยานเมืองเก่าพิจิตรตั้งอยู่บนพื้นที่เมืองสระหลวงเดิม ยังมีซากกำแพงเมือง คูเมือง และเจดีย์เก่าหลงเหลืออยู่ให้เห็น กลายเป็นสวนสาธารณะที่ผสมประวัติศาสตร์กับพื้นที่สีเขียว เหมาะสำหรับเดินเล่นยามเช้าหรือตั้งแคมป์เรียนรู้ประวัติศาสตร์
ประเพณีแข่งเรือยาว: เทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมือง
ถ้าจะเลือกมาพิจิตรสักครั้ง ช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคมคือเวลาที่ดีที่สุด เพราะตรงกับ 'ประเพณีแข่งเรือยาวพิจิตร' ที่จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2450 ในสมัยพระยาธรรมธาตุมุนีวงศ์ เจ้าเมืองพิจิตรในขณะนั้น รวมระยะเวลากว่า 100 ปีที่ประเพณีนี้ไม่เคยขาด
เรือยาวของพิจิตรมีลักษณะเฉพาะคือลูกพายในเรือหนึ่งลำมีถึง 55 คน พายพร้อมกันเป็นจังหวะตามเสียงกลอง บรรยากาศในวันแข่งขันดุเดือดและตื่นเต้น มีทีมจากหลายจังหวัดทั่วภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างมาแข่งขัน ผู้ชมกว่า 10,000 คนมาร่วมเชียร์ริมฝั่งน่าน
นอกจากการแข่งเรือ งานนี้ยังมีขบวนเรือประดับประดาสวยงาม การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน และตลาดนัดของดีเมืองพิจิตรที่รวบรวมสินค้าชุมชนจากทั่วจังหวัด เป็นงานที่ผสมความศักดิ์สิทธิ์ ความสนุกสนาน และความภาคภูมิใจของคนท้องถิ่นเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
อาหารพิจิตรและของดีที่ติดมือกลับบ้าน
พิจิตรไม่มีอาหารชื่อดังที่คนทั่วประเทศรู้จัก แต่นั่นไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะอาหารที่นี่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่นล้วนๆ ส้มตำพิจิตรที่ขึ้นชื่อเรื่องมะละกอสายพันธุ์โคกหนำกว้าวที่เนื้อแน่น กรอบ หวานกลมกล่อมต่างจากมะละกอทั่วไป ร้านแจ๋วส้มตำริมบึงสีไฟเป็นที่รู้จักของนักกินที่ผ่านมาพิจิตรมาหลายสิบปี
กล้วยหอมทองพิจิตรเป็นสินค้าเกษตรที่จังหวัดพยายามผลักดันเป็น Soft Power ของท้องถิ่น กล้วยหอมที่ปลูกในดินน่านมีความหอมและหวานเป็นพิเศษ ถูกนำมาแปรรูปเป็นกล้วยอบ กล้วยตาก และกล้วยแซ่บรสต้มยำที่กำลังฮิตในหมู่คนรุ่นใหม่ หาซื้อได้ตามตลาดในตัวเมืองและงานเทศกาล
ไม่ควรกลับบ้านโดยไม่แวะตลาดท่าหลวงริมน้ำน่าน ตลาดนี้เปิดเช้าตรู่ตั้งแต่ตีห้า ขายผักผลไม้สด ปลาน้ำจืดจากน้ำน่าน ขนมพื้นบ้าน และของที่ระลึกที่หาซื้อในห้างไม่ได้ บรรยากาศที่ตลาดยังคงความเป็นพิจิตรแบบดั้งเดิมที่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนเพื่อนักท่องเที่ยว
เกร็ดน่ารู้: มาพิจิตรให้ได้มากที่สุด
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการมาพิจิตรคือระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ อากาศเย็นสบาย ท้องฟ้าใสไม่มีฝน บึงสีไฟในช่วงนี้มีนกอพยพมาอาศัยมาก เหมาะสำหรับการถ่ายภาพและดูนก หรือถ้าต้องการบรรยากาศงานเทศกาลก็มาช่วงกันยายน-ตุลาคมเพื่อดูการแข่งเรือยาว
พิจิตรอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 346 กิโลเมตร ขับรถใช้เวลาราว 4-5 ชั่วโมงผ่านทางหลวงหมายเลข 1 หรือขึ้นรถไฟจากสถานีหัวลำโพงแล้วลงที่สถานีรถไฟพิจิตร ซึ่งตัวสถานีเองก็เป็นอาคารสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิกสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ถูกจัดอยู่ใน 10 สถานีรถไฟสวยที่สุดของประเทศ ถ่ายรูปสวยก่อนออกไปเที่ยว
สำหรับคนที่วางแผนแวะพักค้างคืน พิจิตรมีที่พักระดับรีสอร์ทขนาดเล็กริมบึงสีไฟที่ให้บรรยากาศสงบมาก เหมาะกับคนที่ต้องการหนีจากเมืองใหญ่โดยไม่ต้องไปไกลถึงภาคเหนือหรือภาคใต้ บางคนเปรียบว่าพิจิตรคือจังหวัดที่เหมาะสำหรับคนที่อยากเที่ยวช้าๆ โดยไม่ถูกรบกวน
เกร็ดน่ารู้สำคัญ
- บึงสีไฟเป็นบึงน้ำจืดธรรมชาติขนาดใหญ่อันดับ 3 ของประเทศไทย พื้นที่กว่า 5,390 ไร่ ห่างจากตัวเมืองเพียง 11 กิโลเมตร
- ประเพณีแข่งเรือยาวพิจิตรมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2450 เรือหนึ่งลำใช้ลูกพาย 55 คน จัดทุกปีช่วงกันยายน-ตุลาคม
- วัดโพธิ์ประทับช้างสร้างโดยพระเจ้าเสือ (สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8) เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานที่ประสูติของพระองค์ในดินแดนพิจิตร
- ชื่อ 'ชาละวัน' มาจากนิทานจระเข้ยักษ์ในแม่น้ำน่านที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ทรงพระราชนิพนธ์
- สถานีรถไฟพิจิตรเป็นอาคารนีโอคลาสสิกสองชั้นสมัยรัชกาลที่ 5 ติดอันดับ 1 ใน 10 สถานีรถไฟสวยที่สุดในไทย
- พิจิตรก่อตั้งในปี พ.ศ. 1601 ชื่อเดิมคือ 'สระหลวง' เป็นเมืองขึ้นของสุโขทัย ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น 'โอฆบุรี' และ 'พิจิตร' ตามลำดับ
