พิจิตร เมืองชาละวัน: ตำนานจระเข้ริมน่าน บึงสีไฟ และวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิต

พิจิตร (Phichit) • ภาคเหนือพิจิตร
พิจิตร — เมืองพิจิตร
ภาพประกอบ พิจิตรเมืองพิจิตร (ที่มา: Wikimedia Commons) · เครดิตรูปภาพ

พิจิตรเป็นจังหวัดที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักชื่อ แต่ไม่เคยแวะไป ทั้งที่ซ่อนเรื่องราวลึกกว่าที่คิดไว้มาก จังหวัดนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน่านในภาคกลางตอนบน เชื่อมระหว่างนครสวรรค์และพิษณุโลก ผ่านไปเที่ยวกันบ่อยแต่แทบไม่มีใครหยุดรถ ทั้งที่ถ้าหยุดสักครั้งจะพบว่านี่คือเมืองที่มีตำนานเก่าแก่ ประวัติศาสตร์หลายยุค และธรรมชาติริมน้ำที่สงบงามอย่างหาได้ยาก

ชื่อเล่นที่ผูกติดกับพิจิตรมานานคือ 'เมืองชาละวัน' อิงจากนิทานพื้นบ้านเรื่องไกรทองและชาละวันจระเข้ยักษ์ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น ตำนานนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าเพื่อความสนุก แต่สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของคนพิจิตรกับสายน้ำน่านที่หล่อเลี้ยงเมืองมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย เมื่อครั้งที่เมืองนี้ยังมีชื่อว่า 'สระหลวง' ก่อนจะเปลี่ยนเป็น 'โอฆบุรี' และ 'พิจิตร' ในที่สุด

ทุกวันนี้พิจิตรยังคงเป็นเมืองที่เดินเร็วไม่ได้ ผู้คนพูดจาไม่รีบ ตลาดเช้าริมน้ำยังขายของกันแบบเก่า และวัดวาอารามหลายแห่งยังแบกรับประวัติศาสตร์อยุธยาเอาไว้อย่างสมบูรณ์ มาที่นี่จึงไม่ใช่แค่การเที่ยว แต่เป็นการเดินทางย้อนเวลากลับไปสู่ภาคกลางแบบที่มันเคยเป็น

จากสระหลวงสู่เมืองชาละวัน: ประวัติที่หลายคนไม่รู้

พิจิตรมีอายุไม่น้อยกว่า 900 ปี ก่อตั้งในปี พ.ศ. 1601 โดยพระยาโคตรบอง เป็นเมืองขึ้นของสุโขทัยในยุครุ่งเรือง ก่อนจะผ่านมือเข้าสู่อาณาจักรอยุธยา ชื่อเดิมของเมืองคือ 'สระหลวง' ซึ่งบอกถึงลักษณะภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยแหล่งน้ำและบึง ก่อนจะเปลี่ยนเป็น 'โอฆบุรี' แปลว่าเมืองแห่งห้วงน้ำ และสุดท้ายได้ชื่อว่า 'พิจิตร' ซึ่งแปลว่างดงาม

สิ่งที่ทำให้พิจิตรมีสถานะพิเศษในหน้าประวัติศาสตร์ไทยคือการเป็นบ้านเกิดของสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 หรือ 'พระเจ้าเสือ' กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาผู้ทรงโปรดกีฬาชกมวยและทรงพระราชสมภพที่อำเภอโพธิ์ประทับช้างแห่งนี้ ตามตำนานพื้นเมืองระบุว่าพระองค์เสด็จมาเยือนพิจิตรและทรงสร้างวัดโพธิ์ประทับช้างไว้เป็นอนุสรณ์แห่งชาติกำเนิด ก่อนจะย้ายที่ตั้งเมืองในสมัยรัชกาลที่ 5 มาอยู่ในตำแหน่งปัจจุบัน

ตำนานไกรทองกับชาละวันนั้นไม่ใช่แค่นิทาน แต่เป็นกระจกสะท้อนวิถีชีวิตริมน้ำน่านที่ชาวพิจิตรผูกพัน สายน้ำน่านในอดีตอุดมไปด้วยจระเข้สยาม และคนพื้นถิ่นต้องต่อสู้กับธรรมชาติตัวนี้มาตลอด เรื่องราวนี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของพิจิตรที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในงานเทศกาลและชื่อร้านค้าท้องถิ่น

สถานที่ที่ต้องไปให้ครบ: จากวัดโบราณถึงบึงใหญ่

วัดท่าหลวงในตัวเมืองพิจิตรเป็นจุดแรกที่นักท่องเที่ยวมาสักการะ ด้วยหลวงพ่อเพชรซึ่งเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยอันศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเมืองเคารพนับถือมาหลายร้อยปี วัดนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านทำให้บรรยากาศร่มรื่นแบบที่หาได้ยากในเมือง

วัดโพธิ์ประทับช้าง อยู่ห่างจากตัวเมืองราว 27 กิโลเมตร แต่คุ้มค่าที่จะขับรถออกไป วัดนี้สร้างในรัชสมัยพระเจ้าเสือเพื่อเป็นที่ระลึกถึงสถานที่ประสูติ อุโบสถขนาดใหญ่แบบสถาปัตยกรรมอยุธยายังคงสมบูรณ์ และภายในประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่ที่เชื่อมโยงตรงกับราชวงศ์อยุธยา

บึงสีไฟเป็นอีกสถานที่ที่ขาดไม่ได้ เป็นบึงน้ำจืดธรรมชาติขนาดใหญ่อันดับสามของประเทศ พื้นที่กว่า 5,390 ไร่ อยู่ห่างจากตัวเมืองเพียง 11 กิโลเมตร ที่นี่มีสะพานไม้ทอดยาวออกไปกลางน้ำสำหรับชมพระอาทิตย์ตกที่นักถ่ายภาพรู้จักกันดี นกนานาชนิดมาอาศัยอยู่ตลอดปี โดยเฉพาะฤดูหนาวจะพบนกอพยพจำนวนมาก

อุทยานเมืองเก่าพิจิตรตั้งอยู่บนพื้นที่เมืองสระหลวงเดิม ยังมีซากกำแพงเมือง คูเมือง และเจดีย์เก่าหลงเหลืออยู่ให้เห็น กลายเป็นสวนสาธารณะที่ผสมประวัติศาสตร์กับพื้นที่สีเขียว เหมาะสำหรับเดินเล่นยามเช้าหรือตั้งแคมป์เรียนรู้ประวัติศาสตร์

ประเพณีแข่งเรือยาว: เทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมือง

ถ้าจะเลือกมาพิจิตรสักครั้ง ช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคมคือเวลาที่ดีที่สุด เพราะตรงกับ 'ประเพณีแข่งเรือยาวพิจิตร' ที่จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2450 ในสมัยพระยาธรรมธาตุมุนีวงศ์ เจ้าเมืองพิจิตรในขณะนั้น รวมระยะเวลากว่า 100 ปีที่ประเพณีนี้ไม่เคยขาด

เรือยาวของพิจิตรมีลักษณะเฉพาะคือลูกพายในเรือหนึ่งลำมีถึง 55 คน พายพร้อมกันเป็นจังหวะตามเสียงกลอง บรรยากาศในวันแข่งขันดุเดือดและตื่นเต้น มีทีมจากหลายจังหวัดทั่วภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างมาแข่งขัน ผู้ชมกว่า 10,000 คนมาร่วมเชียร์ริมฝั่งน่าน

นอกจากการแข่งเรือ งานนี้ยังมีขบวนเรือประดับประดาสวยงาม การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน และตลาดนัดของดีเมืองพิจิตรที่รวบรวมสินค้าชุมชนจากทั่วจังหวัด เป็นงานที่ผสมความศักดิ์สิทธิ์ ความสนุกสนาน และความภาคภูมิใจของคนท้องถิ่นเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

อาหารพิจิตรและของดีที่ติดมือกลับบ้าน

พิจิตรไม่มีอาหารชื่อดังที่คนทั่วประเทศรู้จัก แต่นั่นไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะอาหารที่นี่ทำจากวัตถุดิบท้องถิ่นล้วนๆ ส้มตำพิจิตรที่ขึ้นชื่อเรื่องมะละกอสายพันธุ์โคกหนำกว้าวที่เนื้อแน่น กรอบ หวานกลมกล่อมต่างจากมะละกอทั่วไป ร้านแจ๋วส้มตำริมบึงสีไฟเป็นที่รู้จักของนักกินที่ผ่านมาพิจิตรมาหลายสิบปี

กล้วยหอมทองพิจิตรเป็นสินค้าเกษตรที่จังหวัดพยายามผลักดันเป็น Soft Power ของท้องถิ่น กล้วยหอมที่ปลูกในดินน่านมีความหอมและหวานเป็นพิเศษ ถูกนำมาแปรรูปเป็นกล้วยอบ กล้วยตาก และกล้วยแซ่บรสต้มยำที่กำลังฮิตในหมู่คนรุ่นใหม่ หาซื้อได้ตามตลาดในตัวเมืองและงานเทศกาล

ไม่ควรกลับบ้านโดยไม่แวะตลาดท่าหลวงริมน้ำน่าน ตลาดนี้เปิดเช้าตรู่ตั้งแต่ตีห้า ขายผักผลไม้สด ปลาน้ำจืดจากน้ำน่าน ขนมพื้นบ้าน และของที่ระลึกที่หาซื้อในห้างไม่ได้ บรรยากาศที่ตลาดยังคงความเป็นพิจิตรแบบดั้งเดิมที่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนเพื่อนักท่องเที่ยว

เกร็ดน่ารู้: มาพิจิตรให้ได้มากที่สุด

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการมาพิจิตรคือระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ อากาศเย็นสบาย ท้องฟ้าใสไม่มีฝน บึงสีไฟในช่วงนี้มีนกอพยพมาอาศัยมาก เหมาะสำหรับการถ่ายภาพและดูนก หรือถ้าต้องการบรรยากาศงานเทศกาลก็มาช่วงกันยายน-ตุลาคมเพื่อดูการแข่งเรือยาว

พิจิตรอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 346 กิโลเมตร ขับรถใช้เวลาราว 4-5 ชั่วโมงผ่านทางหลวงหมายเลข 1 หรือขึ้นรถไฟจากสถานีหัวลำโพงแล้วลงที่สถานีรถไฟพิจิตร ซึ่งตัวสถานีเองก็เป็นอาคารสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิกสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ถูกจัดอยู่ใน 10 สถานีรถไฟสวยที่สุดของประเทศ ถ่ายรูปสวยก่อนออกไปเที่ยว

สำหรับคนที่วางแผนแวะพักค้างคืน พิจิตรมีที่พักระดับรีสอร์ทขนาดเล็กริมบึงสีไฟที่ให้บรรยากาศสงบมาก เหมาะกับคนที่ต้องการหนีจากเมืองใหญ่โดยไม่ต้องไปไกลถึงภาคเหนือหรือภาคใต้ บางคนเปรียบว่าพิจิตรคือจังหวัดที่เหมาะสำหรับคนที่อยากเที่ยวช้าๆ โดยไม่ถูกรบกวน

เกร็ดน่ารู้สำคัญ

เล่นเกมรู้จักจังหวัดนี้

ลองเล่นกับจังหวัดไหน →

จังหวัดใกล้เคียง