พะเยา เมืองริมกว๊าน: เที่ยววัดกลางน้ำ เวียนเทียนทางน้ำหนึ่งเดียวในโลก
พะเยาเป็นจังหวัดเล็ก ๆ ในภาคเหนือตอนบนที่หลายคนมักขับรถผ่านไปเชียงรายโดยไม่ได้แวะ แต่ถ้าได้ลองหยุดสักครั้ง จะพบว่าเมืองนี้มีเสน่ห์เงียบ ๆ ที่หาไม่ได้ในเมืองท่องเที่ยวคึกคัก หัวใจของเมืองคือ 'กว๊านพะเยา' ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในภาคเหนือตอนบน กินพื้นที่กว่าหมื่นไร่กลางเมือง เป็นทั้งแหล่งประมง แหล่งอาหาร และฉากหลังของพระอาทิตย์ตกที่คนพะเยาคุ้นเคยมาทั้งชีวิต
ความพิเศษของพะเยาไม่ได้อยู่ที่ภูเขาสูงหรือน้ำตกอลังการ แต่อยู่ที่จังหวะชีวิตริมกว๊านที่ช้าลงพอให้ได้หายใจ ยามเย็นผู้คนออกมาปั่นจักรยาน นั่งกินลมริมน้ำ มองเรือประมงค่อย ๆ แล่นกลับฝั่ง ขณะที่ยอดเจดีย์เก่าแก่อายุ 500 ปีโผล่พ้นผิวน้ำอยู่กลางกว๊าน เป็นภาพที่บอกเล่าเรื่องราวของเมืองเก่าแก่ยุคล้านนาได้โดยไม่ต้องมีคำบรรยาย
นี่คือเมืองที่เหมาะกับคนอยากหนีความวุ่นวาย มาทำบุญไหว้พระ ชิมปลาส้มริมกว๊าน และสัมผัสประเพณีที่หาดูที่ไหนไม่ได้อย่าง 'เวียนเทียนกลางน้ำ' หนึ่งเดียวในโลก
ความเป็นมา: เมืองโบราณยุคพญางำเมืองและล้านนา
พะเยามีรากเก่าแก่ย้อนไปถึงยุคที่เป็นนครรัฐอิสระชื่อ 'เมืองภูกามยาว' ปกครองโดยพญางำเมือง กษัตริย์ผู้เป็นพระสหายร่วมสาบานกับพ่อขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัยและพญามังรายแห่งเชียงใหม่ ทั้งสามถือเป็นพันธมิตรสำคัญในการวางรากฐานบ้านเมืองทางภาคเหนือ ชื่อพญางำเมืองจึงยังปรากฏเป็นอนุสาวรีย์และชื่อสถานที่ทั่วเมืองพะเยาจนทุกวันนี้
ต่อมาพะเยาตกอยู่ใต้อิทธิพลของอาณาจักรล้านนา ในสมัยพระเจ้าติโลกราชแห่งเชียงใหม่ ได้โปรดให้พระยายุทธิษถิระ เจ้าเมืองพะเยา สร้างวัดสำคัญหลายแห่งราวปี พ.ศ. 2019–2029 ซึ่งหนึ่งในนั้นคือวัดติโลกอารามที่ภายหลังจมอยู่ใต้กว๊าน ร่องรอยเหล่านี้สะท้อนว่าพะเยาเคยเป็นเมืองศูนย์กลางพุทธศาสนาที่รุ่งเรืองมาก่อน
ส่วนกว๊านพะเยาในรูปแบบทะเลสาบกว้างอย่างที่เห็นทุกวันนี้ เกิดขึ้นเมื่อกรมประมงสร้างประตูกั้นน้ำเพื่อกักเก็บน้ำในปี พ.ศ. 2482 ทำให้น้ำท่วมพื้นที่เดิมรวมถึงวัดเก่าหลายแห่ง กลายเป็นทั้งแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงเมืองและพิพิธภัณฑ์ใต้น้ำโดยไม่ตั้งใจ
สถานที่ต้องไป: วัดกลางน้ำ พระเจ้าตนหลวง และดอยบุษราคัม
ไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือ 'วัดติโลกอาราม' วัดเก่าแก่อายุราว 500 ปีที่จมอยู่กลางกว๊านพะเยา มีเพียงยอดเจดีย์โผล่พ้นน้ำ นักท่องเที่ยวนั่งเรือออกไปสักการะหลวงพ่อศิลาที่อัญเชิญขึ้นมาประดิษฐาน วัดนี้ถูกค้นพบใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2526 เมื่อชาวประมงพื้นบ้านขุดพบพระพุทธรูปหินทราย วัตถุโบราณ และศิลาจารึกที่ระบุชื่อวัด
ริมกว๊านอีกฝั่งคือ 'วัดศรีโคมคำ' หรือวัดพระเจ้าตนหลวง พระอารามหลวงคู่บ้านคู่เมือง ภายในประดิษฐานพระเจ้าตนหลวง พระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนองค์ใหญ่ที่สุดในล้านนา หน้าตักกว้างถึง 14 เมตร สูง 16 เมตร เป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวพะเยาและคนเหนือมาช้านาน
หากอยากชมวิวเมืองจากมุมสูง ให้ขึ้นไป 'วัดอนาลโยทิพยาราม' บนดอยบุษราคัม ห่างตัวเมืองราว 20 กิโลเมตร เด่นด้วยสถาปัตยกรรมผสมผสานล้านนา พม่า และไทใหญ่ มองลงมาเห็นกว๊านพะเยาทอดยาว ส่วนสายธรรมชาติไม่ควรพลาด 'ภูลังกา' จุดชมทะเลหมอกชื่อดังในหน้าหนาว ที่ยังมีป่าก่อโบราณและทุ่งดอกโคลงเคลงสีชมพูให้เดินชม
ประเพณี: เวียนเทียนกลางน้ำหนึ่งเดียวในโลก
สิ่งที่ทำให้พะเยาแตกต่างจากทุกจังหวัดคือประเพณี 'เวียนเทียนกลางน้ำ' รอบพระธาตุเจดีย์วัดติโลกอาราม ซึ่งจัดในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอย่างวันมาฆบูชา วิสาขบูชา และอาสาฬหบูชา ศรัทธาชนจะลงเรือถือดอกไม้ธูปเทียนเวียนรอบเจดีย์กลางกว๊าน ภาพแสงเทียนระยิบบนผิวน้ำยามค่ำเป็นพิธีกรรมที่ว่ากันว่ามีที่นี่ที่เดียวในโลก
อีกงานใหญ่คือประเพณีไหว้สาบูชาพระเจ้าตนหลวง ที่วัดศรีโคมคำในเดือนพฤษภาคม ช่วงวันวิสาขบูชา มีขบวนแห่ข้าวใหม่ใส่บาตรหลวงทางน้ำในกว๊านพะเยา เรือขบวนจะแล่นผ่านเรือนโบราณและอนุสาวรีย์พญางำเมือง ก่อนเข้าสู่ท่าน้ำวัดเพื่อถวายข้าวทิพย์แด่พระเจ้าตนหลวง สะท้อนความผูกพันระหว่างวิถีน้ำ ความเชื่อ และเมืองอย่างแนบแน่น
อาหารและของขึ้นชื่อ: ปลาส้มไร้ก้างริมกว๊าน
เพราะมีกว๊านพะเยาเป็นแหล่งปลาน้ำจืดอุดมสมบูรณ์ ของขึ้นชื่อประจำเมืองจึงหนีไม่พ้น 'ปลาส้มพะเยา' โดยเฉพาะแบบ 'ไร้ก้าง' ที่เป็นภูมิปัญญาเด่น ทำจากเนื้อปลาหมักกับเกลือ ข้าว และกระเทียม โดยไม่ใส่สารกันบูด เจ้าดังอย่างปลาส้มแม่ทองปอนสืบทอดสูตรมากว่า 100 ปี จนกลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ส่งออกไปหลายประเทศ นำมาทอดกินกับข้าวสวยร้อน ๆ หรือทำน้ำพริกปลาส้มก็อร่อยจัดจ้าน
นอกจากปลาส้ม ของฝากยอดนิยมยังมีไส้อั่วพะเยาที่หอมเครื่องสมุนไพร น้ำพริกกลิ่นปลาส้มเข้มข้น และอาหารเหนือพื้นบ้านอย่างลาบและแกงที่หาชิมได้ตามร้านริมกว๊าน การได้นั่งกินปลาทอดสด ๆ พร้อมมองพระอาทิตย์ตกหลังทะเลสาบ คือประสบการณ์ที่นิยามเมืองพะเยาได้ดีที่สุด
ช่วงเวลาน่าเที่ยวและเกร็ดน่ารู้
ช่วงที่ดีที่สุดในการเที่ยวพะเยาคือฤดูหนาว ราวเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ อากาศเย็นสบาย เหมาะกับการนั่งเรือชมวัดกลางน้ำและขึ้นภูลังกาชมทะเลหมอกที่ลอยเหนือยอดเขาในยามเช้า หากอยากดูประเพณีเวียนเทียนกลางน้ำ ให้วางแผนมาช่วงวันมาฆบูชา (กุมภาพันธ์) หรือวิสาขบูชา (พฤษภาคม)
เกร็ดน่ารู้คือพะเยาเป็นจังหวัดที่แยกออกมาจากเชียงรายและตั้งเป็นจังหวัดอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2520 จึงนับเป็นจังหวัดที่ค่อนข้างใหม่ในเชิงการปกครอง แต่มีรากประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี การเดินทางสะดวก อยู่บนเส้นทางพะเยา–เชียงราย เหมาะทำเป็นทริปแวะพักหนึ่งคืนระหว่างทางขึ้นเหนือ ใช้เวลาเช้าไหว้พระริมกว๊าน บ่ายขึ้นดอย และเย็นกลับมานั่งกินปลาส้มชมพระอาทิตย์ตก ก็ครบรสเมืองสงบริมน้ำแห่งนี้
เกร็ดน่ารู้สำคัญ
- กว๊านพะเยาเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือตอนบน พื้นที่กว่าหมื่นไร่ กลางเมืองพะเยา เกิดจากกรมประมงสร้างประตูกั้นน้ำเมื่อ พ.ศ. 2482
- วัดติโลกอารามเป็นวัดอายุราว 500 ปีที่จมกลางกว๊าน เหลือยอดเจดีย์โผล่พ้นน้ำ ถูกค้นพบใหม่เมื่อ พ.ศ. 2526 จากการขุดพบพระหินทรายและศิลาจารึก
- พระเจ้าตนหลวง วัดศรีโคมคำ เป็นพระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนองค์ใหญ่ที่สุดในล้านนา หน้าตักกว้าง 14 เมตร สูง 16 เมตร
- ประเพณีเวียนเทียนกลางน้ำรอบวัดติโลกอารามเป็นพิธีที่มีหนึ่งเดียวในโลก จัดในวันมาฆบูชา วิสาขบูชา และอาสาฬหบูชา
- ปลาส้มไร้ก้างพะเยา (เช่น เจ้าแม่ทองปอน สืบทอดกว่า 100 ปี) เป็นของขึ้นชื่อ ทำจากปลาหมักเกลือ ข้าว กระเทียม ไม่ใส่สารกันบูด
- พะเยาแยกจากเชียงรายตั้งเป็นจังหวัดอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 2520 เคยเป็นนครรัฐภูกามยาวยุคพญางำเมือง พระสหายพ่อขุนรามคำแหงและพญามังราย
