ปัตตานี: เมืองเก่าลังกาสุกะ มัสยิดกรือเซะ และเสน่ห์พหุวัฒนธรรมปลายด้ามขวาน
ปัตตานีเป็นจังหวัดที่หลายคนนึกถึงเพียงในฐานะ "สามจังหวัดชายแดนใต้" แต่หากได้มาเยือนจริง ๆ จะพบว่าเมืองนี้คือพิพิธภัณฑ์มีชีวิตของอารยธรรมที่ทับซ้อนกันมานับพันปี ที่นี่เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรลังกาสุกะอันรุ่งเรือง เคยเป็นเมืองท่าค้าขายกับจีนและอาหรับ และยังเป็นบ้านของชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูที่พูดภาษายาวีในชีวิตประจำวัน ปะปนอยู่กับชุมชนชาวไทยพุทธและชาวจีนที่อยู่ร่วมกันมาหลายชั่วอายุคน
เดินไปตามถนนเก่าในตัวเมือง คุณจะได้ยินเสียงอะซานจากหออะซานของมัสยิด ปะปนกับกลิ่นธูปจากศาลเจ้าจีน และเสียงทักทายเป็นภาษามลายูถิ่นจากแม่ค้าในตลาด ความหลากหลายแบบนี้เองที่ทำให้ปัตตานีมีรสชาติเฉพาะตัวที่หาไม่ได้จากจังหวัดอื่น
บทความนี้จะพาไปรู้จักปัตตานีในมุมที่ลึกกว่าข่าว ทั้งประวัติศาสตร์อันยาวนาน ศาสนสถานเก่าแก่ ประเพณีที่ยังมีชีวิต และอาหารพื้นถิ่นที่อร่อยจนเป็นตำนาน
จากลังกาสุกะถึงรัฐปาตานี: ความเป็นมาที่ยาวนานนับพันปี
รากเหง้าของปัตตานีย้อนไปไกลถึงอาณาจักรลังกาสุกะ ซึ่งนักโบราณคดีเชื่อว่ามีศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณเมืองโบราณยะรัง อำเภอยะรังในปัจจุบัน ลังกาสุกะรุ่งเรืองในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17–23 ในฐานะเมืองท่าสำคัญที่ค้าขายกับจีนและดินแดนต่าง ๆ ทำให้พื้นที่แถบนี้เป็นจุดบรรจบของศาสนาและวัฒนธรรมมาแต่โบราณ
ต่อมาเมื่อศาสนาอิสลามแพร่เข้ามา ปัตตานีได้พัฒนาเป็นรัฐสุลต่านปาตานีที่เข้มแข็ง โดยในรัชสมัยสุลต่านมูซัฟฟาร์ ชาห์ ราวพุทธศตวรรษที่ 22 ปัตตานีเป็นเมืองท่าค้าขายที่มั่งคั่งและเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่ศาสนาอิสลามของภูมิภาค ร่องรอยความรุ่งเรืองในยุคนั้นยังคงปรากฏให้เห็นผ่านโบราณสถานที่หลงเหลืออยู่จนถึงทุกวันนี้
มัสยิดกรือเซะและศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว: สองศรัทธาคู่เมือง
จุดหมายที่ขาดไม่ได้คือ มัสยิดกรือเซะ ในตำบลตันหยงลุโละ ห่างจากตัวเมืองราว 7 กิโลเมตร มัสยิดอิฐโบราณแห่งนี้สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 22 ร่วมสมัยกรุงศรีอยุธยา มีอีกชื่อว่า "มัสยิดปิตูกรือบัน" ตามรูปประตูโค้งแหลม จุดเด่นคือซุ้มประตูทรงโค้งแหลมแบบกอทิกผสมศิลปะตะวันออกกลาง และโดมที่สร้างไม่เสร็จซึ่งผูกพันกับตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว
ห่างกันไม่ไกล กลางตัวเมืองบนถนนอาเนาะรู คือ ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว หรือศาลเจ้าเล่งจูเกียง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวไทยเชื้อสายจีนในปัตตานี การที่มัสยิดอิสลามและศาลเจ้าจีนตั้งอยู่ในเมืองเดียวกันและเชื่อมโยงผ่านตำนานเดียวกัน สะท้อนความเป็นเมืองพหุวัฒนธรรมของปัตตานีได้อย่างชัดเจน
ประเพณีแห่เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว: ลุยน้ำ ลุยไฟ กลางเมือง
ทุกวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 (ราวเดือนกุมภาพันธ์–มีนาคม) ปัตตานีจะคึกคักด้วยงาน "สมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว" หนึ่งในงานประเพณีจีนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภาคใต้ ผู้คนหลั่งไหลมาจากทั่วประเทศและจากมาเลเซีย-สิงคโปร์เพื่อร่วมขบวนแห่พระรอบเมือง
ไฮไลต์ที่สร้างความตื่นตาคือพิธีลุยน้ำข้ามแม่น้ำปัตตานี โดยเกี้ยวหามพระจะถูกแห่ไปยังเชิงสะพานเดชานุชิต ก่อนกลับมาประกอบพิธีลุยไฟที่หน้าศาลเจ้า ผู้ถือเกี้ยววิ่งฝ่ากองถ่านไฟแดงด้วยศรัทธาอันแรงกล้า เป็นภาพที่นักท่องเที่ยวจดจำไม่ลืม
ละแซ ข้าวยำน้ำบูดู และนาซิดาแฆ: รสมือมลายูปัตตานี
อาหารปัตตานีคืออาหารฮาลาลรสจัดจ้านแบบมลายูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เมนูที่ต้องลองคือ "ละแซ" เส้นแป้งข้าวเจ้าหนานุ่มราดน้ำแกงปลา รสคล้ายขนมจีนน้ำยาแต่เข้มข้นกว่า บางเจ้าทำสืบทอดมากว่า 80 ปี ใช้ฟืนหุงและทำจากข้าวสารล้วนโดยไม่ผสมแป้งอื่น
อีกจานที่เป็นหัวใจคือ "ข้าวยำน้ำบูดู" หรือนาซิกาบู ข้าวคลุกผักสมุนไพรหั่นฝอยราดด้วยน้ำบูดู—น้ำปลาหมักพื้นเมืองที่เป็นภูมิปัญญาของชาวสายบุรี ส่วน "นาซิดาแฆ" ข้าวมันนึ่งกินคู่แกงต่าง ๆ ก็เป็นอาหารเช้ายอดนิยมที่หากินได้ทั่วเมือง น้ำบูดูสายบุรีนั้นขึ้นชื่อถึงขนาดมีแนวคิดยกระดับสู่ตลาดโลกในคอนเซ็ปต์ "สายบุรี บูดู สู่ตลาดโลก"
ธรรมชาติและช่วงเวลาน่าเที่ยว
นอกจากเมืองเก่า ปัตตานียังมีธรรมชาติให้สัมผัส ทั้ง อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว บนทิวเขาสันกาลาคีรีที่มียอดเขานางจันทร์เป็นยอดสูงสุด คาบเกี่ยวสามจังหวัดปัตตานี-ยะลา-สงขลา และ หาดตะโละกาโปร์ ชายหาดสงบในอำเภอยะหริ่ง ส่วนอ่าวปัตตานีก็มีกิจกรรมล่องเรือชมป่าชายเลนให้ทำ
ช่วงเวลาที่เหมาะไปเยือนที่สุดคือฤดูแล้ง ราวเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน อากาศแจ่มใส ฝนน้อย และยังตรงกับงานสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวพอดี ส่วนเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคมเป็นหน้ามรสุมฝนชุก ควรเลี่ยง สำหรับผู้มาเยือน การแต่งกายสุภาพและเคารพธรรมเนียมท้องถิ่นเมื่อเข้าศาสนสถานจะช่วยให้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวปัตตานี
เกร็ดน่ารู้สำคัญ
- ปัตตานีเป็นที่ตั้งของอาณาจักรลังกาสุกะโบราณ ศูนย์กลางอยู่บริเวณเมืองโบราณยะรัง รุ่งเรืองช่วงพุทธศตวรรษที่ 17–23
- มัสยิดกรือเซะ สันนิษฐานสร้างในพุทธศตวรรษที่ 22 ร่วมสมัยกรุงศรีอยุธยา มีชื่อเรียกว่า "มัสยิดปิตูกรือบัน" จากซุ้มประตูโค้งแหลมแบบกอทิก
- ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว (เล่งจูเกียง) บนถนนอาเนาะรู เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมือง มีงานสมโภชวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ทุกปี พร้อมพิธีลุยน้ำลุยไฟ
- ละแซ อาหารเส้นพื้นถิ่นราดน้ำแกงปลา บางเจ้าทำสืบทอดกว่า 80 ปี ใช้ฟืนหุงและทำจากข้าวสารล้วน
- น้ำบูดูจากอำเภอสายบุรีเป็นน้ำปลาหมักพื้นเมืองชื่อดัง คู่กับข้าวยำน้ำบูดู (นาซิกาบู) อาหารหลักของชาวไทยมุสลิมปัตตานี
- อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว ตั้งบนทิวเขาสันกาลาคีรี มียอดเขานางจันทร์เป็นยอดสูงสุด คาบเกี่ยว 3 จังหวัดปัตตานี-ยะลา-สงขลา
