นราธิวาส: สุดสยามปลายด้ามขวาน เมืองแห่งมัสยิด 300 ปี เรือกอและ และลองกองหอมหวาน
ปลายด้ามขวานทองสุดเขตสยามฝั่งตะวันออก คือที่ตั้งของ "นราธิวาส" จังหวัดชายแดนใต้ที่ผู้คนมักนึกถึงด้วยภาพจำเลือนราง ทั้งที่เมืองนี้ซ่อนเสน่ห์ไว้มากมาย ตั้งแต่หาดทรายขาวริมอ่าวไทยที่ทอดยาว มัสยิดเรือนไม้เก่าแก่กว่าสามศตวรรษ ไปจนถึงสำเนียงมลายูถิ่นที่ผสมกลมกลืนกับวิถีไทยพุทธอย่างลงตัว
คำขวัญประจำจังหวัด "ทักษิณราชตำหนัก ชนรักศาสนา นราทัศน์เพลินตา ปาโจตรึงใจ แหล่งใหญ่แร่ทอง ลองกองหอมหวาน" สรุปตัวตนของเมืองนี้ไว้ครบถ้วน ทั้งพระตำหนักริมทะเล ผู้คนหลากศรัทธาที่อยู่ร่วมกัน หาดนราทัศน์อันงดงาม น้ำตกปาโจกลางเทือกเขาบูโด เหมืองแร่ทองคำ และลองกองรสหวานฉ่ำที่ขึ้นชื่อที่สุดในประเทศ
นราธิวาสไม่ใช่จังหวัดที่เร่งรีบ แต่เป็นเมืองที่ชวนให้ค่อย ๆ ซึมซับ ทั้งกลิ่นน้ำบูดูในจานข้าวยำ เสียงนกเขาชวาขัน และจังหวะพายเรือกอและที่สาดน้ำเป็นประกายในแม่น้ำบางนรา
จากบางนราสู่นราธิวาส: ความเป็นมาของเมืองสุดสยาม
เดิมพื้นที่บริเวณนี้เป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงปากแม่น้ำที่เรียกกันว่า "บางนรา" หรือในสำเนียงมลายูถิ่นว่า "มะนาลอ" ขึ้นกับเมืองสายบุรีและเมืองระแงะ ก่อนจะค่อย ๆ เติบโตเป็นชุมชนการค้าริมทะเล
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้พระราชทานนามใหม่ว่า "นราธิวาส" อันมีความหมายว่า "ที่อยู่ของคนดี" และยกฐานะขึ้นเป็นจังหวัดเมื่อ พ.ศ. 2458 ทำให้บางนราเปลี่ยนสถานะจากหมู่บ้านประมงเล็ก ๆ มาเป็นศูนย์กลางการปกครองของหัวเมืองชายแดนใต้
ด้วยที่ตั้งติดชายแดนรัฐกลันตันของมาเลเซีย นราธิวาสจึงเป็นจุดบรรจบของวัฒนธรรมไทย มลายู และจีน สะท้อนผ่านภาษา อาหาร และสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกันมายาวนานหลายร้อยปี
สถานที่ต้องไป: มัสยิด 300 ปี พระตำหนักริมทะเล และป่าพรุผืนใหญ่
ไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือ "มัสยิดตะโละมาเนาะ" หรือมัสยิดวาดิลฮูเซ็น ที่ชาวบ้านเรียกติดปากว่า "มัสยิด 300 ปี" ตั้งอยู่เชิงเขาบูโด อำเภอบาเจาะ สร้างขึ้นราว พ.ศ. 2167 ด้วยไม้ตะเคียนทั้งหลังโดยไม่ใช้ตะปู หลังคาทรงจั่วผสมศิลปะไทย จีน และมลายู ถือเป็นมัสยิดเรือนไม้ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
"พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์" บนเขาตันหยง ตำบลกะลุวอเหนือ เป็นพระตำหนักริมทะเลที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร รัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเพื่อแปรพระราชฐานทรงงานในพื้นที่ภาคใต้ บริเวณกว้างราว 300 ไร่ ร่มรื่นด้วยพรรณไม้และวิวอ่าวมะนาว ส่วนในตัวเมืองมี "หาดนราทัศน์" หาดทรายขาวยาวราว 5 กิโลเมตรทอดสู่ปากแม่น้ำบางนรา และ "มัสยิดกลางประจำจังหวัด" ทรงโดมสีทองอันโดดเด่น
สายธรรมชาติไม่ควรพลาด "น้ำตกปาโจ" และ "น้ำตกซีโป" ในเขตอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี รวมถึง "ป่าพรุสิรินธร" หรือป่าพรุโต๊ะแดง ผืนป่าพรุน้ำจืดที่สมบูรณ์ที่สุดและเป็นผืนสุดท้ายของไทย มีสะพานไม้เดินศึกษาธรรมชาติชมระบบนิเวศหายาก สำหรับคนรักประวัติศาสตร์ "วัดชลธาราสิงเห" ที่อำเภอตากใบ คือวัดเก่าแก่ที่เคยมีบทบาทสำคัญในการปักปันเขตแดนไทย-มลายู จนได้ชื่อว่า "วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย"
วิถีพหุวัฒนธรรม: งานของดีเมืองนรา เรือกอและ และนกเขาชวา
งานประจำปีที่ใหญ่ที่สุดคือ "งานของดีเมืองนรา" จัดราวเดือนกันยายนของทุกปี รวมเอาของเด่นทั้งจังหวัดมาไว้ในงานเดียว ทั้งงานศิลปาชีพ งานวันกระจูด งานวันลองกอง และไฮไลต์อย่างการแข่งเรือชิงถ้วยพระราชทาน
"เรือกอและ" คือเรือประมงพื้นบ้านลำงาม เพรียวยาว เขียนลายสีสันสดใสตามแบบฉบับมลายู จังหวัดได้ฟื้นฟูประเพณีแข่งเรือกอและขึ้นใหม่ตั้งแต่ พ.ศ. 2518 จัดต่อเนื่องริมแม่น้ำบางนราหน้าพระที่นั่งทุกปี ทั้งเรือกอและ เรือยาว และเรือยอกอง สะท้อนความสามัคคีของชาวเลปลายด้ามขวาน
อีกหนึ่งวัฒนธรรมเฉพาะถิ่นคือ "การประชันเสียงนกเขาชวา" ที่ชาวใต้และชาวมลายูนิยมเลี้ยงเป็นงานอดิเรกล้ำค่า มีการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานแยกตามประเภทเสียงใหญ่ กลาง เล็ก นับเป็นภาพสะท้อนความผูกพันระหว่างผู้คนกับธรรมชาติที่หาดูได้ยากในจังหวัดอื่น
อาหารและของขึ้นชื่อ: ข้าวยำใบสมอ น้ำบูดู และลองกองหอมหวาน
จานที่เป็นตัวแทนของเมืองนราคือ "ข้าวยำนราธิวาส" ที่ใช้ใบสมอ (ใบพันสมอ) หุงกับข้าวจนหอม คลุกกับน้ำบูดูรสกลมกล่อม โรยมะพร้าวคั่ว กุ้งแห้งป่น ตะไคร้ ใบมะกรูดซอย และผักสดนานาชนิด บางสูตรในจังหวัดสืบทอดกันมานานกว่า 120 ปี
"น้ำบูดู" คือหัวใจของอาหารถิ่นใต้สุด เป็นน้ำปลาหมักจากปลาทะเลที่ให้รสเค็มอูมามิเข้มข้น ใช้เป็นเครื่องปรุงหลักในข้าวยำและอาหารท้องถิ่นอีกหลายอย่าง ของกินเล่นที่ควรลองคือ "กรือโปะ" ข้าวเกรียบปลาทอดกรอบ และอาหารมลายูอย่างนาซิดาแฆ และข้าวหมกแบบใต้
ของขึ้นชื่อที่สุดคือ "ลองกอง" โดยเฉพาะลองกองสายพันธุ์ตันหยงมัสที่เนื้อใส รสหวานฉ่ำ เปลือกบาง ไม่มียาง จนติดอยู่ในคำขวัญประจำจังหวัด นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์งานฝีมือชื่อดังอย่าง "เครื่องจักสานกระจูด" จากต้นกระจูดในป่าพรุ และผ้าทอพื้นเมืองที่ทอเป็นกระเป๋าและของใช้ฝีมือประณีต
ช่วงเวลาน่าเที่ยวและเกร็ดน่ารู้
ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการเยือนนราธิวาสคือเดือนกันยายน ซึ่งตรงกับงานของดีเมืองนราและฤดูลองกองออกผลพอดี ได้ทั้งชมการแข่งเรือกอและและชิมลองกองสด ๆ จากสวน ส่วนหากต้องการเลี่ยงฝน ควรหลีกเลี่ยงช่วงปลายปี (พฤศจิกายน-ธันวาคม) ที่มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดเข้าฝั่งและมีฝนชุก
นราธิวาสเป็นจังหวัดเดียวที่อยู่ตะวันออกสุดของประเทศไทยฝั่งติดทะเล จึงเป็นจุดที่ "เห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในสยาม" บริเวณอ่าวมะนาวและหาดนราทัศน์ในยามเช้าจึงงดงามเป็นพิเศษ
การเดินทางมานราธิวาสสะดวกขึ้นมากด้วยสนามบินนราธิวาส มีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาราวสองชั่วโมง เมื่อมาถึงควรเปิดใจเรียนรู้วิถีพหุวัฒนธรรม ทักทายด้วยรอยยิ้ม เคารพธรรมเนียมท้องถิ่น แล้วจะพบว่าเมืองสุดด้ามขวานแห่งนี้อบอุ่นและมีเสน่ห์เกินคาด
เกร็ดน่ารู้สำคัญ
- คำขวัญประจำจังหวัด: "ทักษิณราชตำหนัก ชนรักศาสนา นราทัศน์เพลินตา ปาโจตรึงใจ แหล่งใหญ่แร่ทอง ลองกองหอมหวาน"
- มัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิด 300 ปี) อ.บาเจาะ สร้างราว พ.ศ. 2167 ด้วยไม้ตะเคียนทั้งหลัง ผสมศิลปะไทย-จีน-มลายู
- ชื่อเดิมคือ "บางนรา" หรือ "มะนาลอ" รัชกาลที่ 6 พระราชทานนาม "นราธิวาส" แปลว่า "ที่อยู่ของคนดี" ยกเป็นจังหวัด พ.ศ. 2458
- ป่าพรุสิรินธร (ป่าพรุโต๊ะแดง) เป็นป่าพรุน้ำจืดผืนสุดท้ายและสมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย
- งานของดีเมืองนรา + แข่งเรือกอและชิงถ้วยพระราชทาน + ประชันเสียงนกเขาชวา + วันลองกอง จัดราวเดือนกันยายนทุกปี
- ข้าวยำนราธิวาสใช้ใบสมอหุงข้าวคลุกน้ำบูดู และลองกองตันหยงมัสรสหวานฉ่ำเป็นของขึ้นชื่อ
