อ่างทอง: เมืองแห่งวัดงาม กลองดัง และพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในโลก

อ่างทอง (Ang Thong) • ภาคกลางอ่างทอง
อ่างทอง — จังหวัดอ่างทอง
ภาพประกอบ อ่างทองจังหวัดอ่างทอง (ที่มา: Wikimedia Commons) · เครดิตรูปภาพ

อ่างทองไม่ใช่จังหวัดที่คนมักพูดถึงในทริปท่องเที่ยว แต่นั่นคือเสน่ห์แท้ของมัน — เมืองเล็กๆ ที่นอนสงบอยู่ในที่ราบลุ่มภาคกลาง ห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 108 กิโลเมตร แต่บรรยากาศต่างออกไปราวกับย้อนเวลากลับหลายสิบปี ชาวนาไถนาตอนเช้า แม่ค้าเร่ขายขนมบนเรือไม้ตามลำคลอง และเสียงกลองตะโพนที่ดังก้องจากหมู่บ้านช่างฝีมือรุ่นเก่า

ภูมิประเทศของอ่างทองเป็นที่ราบลุ่มอุดมสมบูรณ์ มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านและคลองสาขากระจายทั่ว ทำให้ดินดีปลูกข้าวได้งาม ในฤดูน้ำหลากทุ่งนากลายเป็นแผ่นกระจกสะท้อนท้องฟ้า ในขณะที่ชาวบ้านยังคงพึ่งพาสายน้ำเช่นเดิม ทั้งเพื่อการเกษตร การขนส่ง และพิธีกรรมที่ทำสืบทอดมานับร้อยปี

สิ่งที่ทำให้อ่างทองโดดเด่นอย่างแท้จริงคือความหนาแน่นของวัดวาอาราม จังหวัดขนาดเล็กแห่งนี้มีวัดกว่า 200 แห่ง หลายแห่งสร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และอย่างน้อยสองแห่งเก็บสมบัติทางพุทธศาสนาที่หาที่ไหนในโลกไม่ได้

ประวัติ: เมืองหน้าด่านที่เติบโตริมสายน้ำ

อ่างทองมีรากฐานมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมพื้นที่แถบนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคว้นที่อยู่ในเส้นทางน้ำสำคัญระหว่างอยุธยากับทางเหนือ วัดหลายแห่งที่พบในเขตอำเภอโพธิ์ทองและอำเภอวิเศษชัยชาญล้วนแสดงร่องรอยศิลปะอยุธยาชัดเจน ทั้งเจดีย์ทรงระฆัง ประตูซุ้มโค้ง และพระพุทธรูปปูนปั้นที่ยังคงสภาพสมบูรณ์น่าอัศจรรย์

ชื่อ 'อ่างทอง' มีที่มาจากลักษณะภูมิประเทศ กล่าวกันว่าเมื่อมองจากที่สูงในฤดูเก็บเกี่ยว ทุ่งนาสีทองของข้าวสุกที่โอบล้อมด้วยแม่น้ำดูคล้ายอ่างทองใบใหญ่ จึงเป็นที่มาของชื่อเมือง ก่อนที่จะได้รับการสถาปนาเป็นจังหวัดในยุคหลัง อ่างทองก็เป็นชุมชนเกษตรกรรมและหัตถกรรมที่มีชีวิตชีวา มีช่างกลอง ช่างปั้น และช่างทอผ้าที่มีชื่อเสียงไปทั่วภาคกลาง

สถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องไปให้ได้

วัดม่วง ตำบลหัวตะพาน อำเภอวิเศษชัยชาญ เป็นจุดหมายหลักที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วประเทศ ที่นี่ประดิษฐาน 'พระพุทธมหานวมินทรศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ' หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า 'หลวงพ่อใหญ่' พระพุทธรูปปางมารวิชัยสีทองสุกอร่าม สูงถึง 95 เมตรจากฐานถึงยอดเกศา เทียบเท่าตึก 40 ชั้น หน้าตักกว้าง 63 เมตร จัดเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในโลก การก่อสร้างใช้เวลากว่า 16 ปี ตั้งแต่ปี 2534 จนแล้วเสร็จในปี 2550 ด้วยเงินบริจาคจากศรัทธาชนทั่วประเทศกว่า 104 ล้านบาท

อีกจุดที่พลาดไม่ได้คือ วัดขุนอินทประมูล อำเภอโพธิ์ทอง ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์หรือพระนอนที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ยาวถึง 50 เมตร สิ่งที่ทำให้วัดนี้ต่างจากวัดอื่น คือพระนอนองค์นี้นอนอยู่กลางแจ้งไม่มีวิหารปกคลุม เพราะวิหารเดิมถูกเพลิงไหม้และไม่ได้รับการสร้างใหม่ มาหลายร้อยปีแล้ว ประวัติพระนอนองค์นี้ก็น่าสนใจ เล่าว่าขุนอินทประมูลยักยอกเงินหลวงมาสร้างพระ เมื่อถูกสอบสวนก็ไม่ยอมบอกแหล่งเงิน เพราะกลัวบุญกุศลจะตกไปถึงพระราชา จึงถูกลงโทษจนตาย ชื่อวัดจึงตั้งตามชื่อเขา

วัดป่าโมก ในอำเภอป่าโมก เป็นอีกหนึ่งวัดที่ซ่อนความงามไว้ มีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่สี่ต้นขึ้นล้อมรอบพระอุโบสถเก่าแก่จนดูราวกับต้นไม้กำลังโอบกอดธรรมสถาน นักท่องเที่ยวที่ชอบถ่ายรูปมักมาเที่ยวที่นี่ในช่วงเช้าที่แสงอ่อนๆ ส่องผ่านใบไม้ลงมา

วัฒนธรรมและหัตถกรรม: กลองที่ดังไกลถึงต่างแดน

หมู่บ้านกลองเอกราช ตำบลเอกราช อำเภอป่าโมก คือหัวใจของวัฒนธรรมกลองในประเทศไทย ชาวบ้านที่นี่สืบทอดวิชาทำกลองมาหลายชั่วคน ตั้งแต่กลองยาวที่ใช้ในขบวนแห่ ไปจนถึงกลองตะโพน กลองทัด และกลองชนิดอื่นๆ ที่ส่งออกไปทั่วประเทศและต่างประเทศ กลองอ่างทองมีชื่อเสียงด้านเสียงที่กังวานและฝีมือช่างที่ปราณีต ผู้มาเยือนสามารถแวะดูกระบวนการทำกลองได้ที่หมู่บ้านแห่งนี้ ตั้งแต่การเลือกหนัง การขึงหน้ากลอง ไปจนถึงการตกแต่งลวดลาย

ประเพณีที่ขาดไม่ได้ในปฏิทินของชาวอ่างทองคือ งานแข่งเรือยาววัดป่าโมก ที่จัดขึ้นประจำทุกปีช่วงออกพรรษา ณ แม่น้ำเจ้าพระยาหน้าวัดป่าโมก บรรยากาศในวันงานคึกคักมาก มีเรือยาวจากหลายจังหวัดมาร่วมแข่ง เสียงเชียร์ดังลั่น และตลาดนัดริมน้ำเปิดขายของกินของใช้แบบวิถีชาวบ้านแท้ๆ

อาหารและของฝาก: รสชาติที่หาไม่ได้ที่ไหน

อ่างทองมีขนมพื้นบ้านที่ขึ้นชื่อและหาทานยากนอกพื้นที่ ขนมเกสรลำเจียกทำจากแป้งข้าวเหนียวผสมน้ำกะทิ สอดไส้มะพร้าวหอมหวาน ห่อด้วยใบเตยมัดให้สวยงาม รูปลักษณ์เหมือนดอกจำปีตูม ส่วนขนมสัมปันนีเป็นขนมมงคลโบราณที่มีประวัติย้อนไปสมัยกรุงศรีอยุธยา มักทำในงานบุญและงานมงคล ทั้งสองชนิดนี้หากินได้ที่ตลาดชุมชนในอำเภอวิเศษชัยชาญและอำเภอเมือง

ของฝากที่นักท่องเที่ยวนิยมซื้อกลับบ้านมากที่สุดคือกลองเล็กหรือกลองของที่ระลึก และผลิตภัณฑ์จากชุมชนอ่างทอง เช่น ข้าวหอมมะลิอ่างทองที่ปลูกในทุ่งนาอุดมสมบูรณ์ รวมถึงน้ำปลาร้าและเครื่องปรุงรสโบราณที่ยังทำด้วยมือตามสูตรดั้งเดิม ตลาดศาลเจ้าโรงทองในตัวเมืองเป็นจุดรวมของดีเหล่านี้ เปิดทุกวันพุธ-อาทิตย์ตั้งแต่เช้า

ช่วงเวลาน่าเที่ยวและเกร็ดน่ารู้

ช่วงดีที่สุดสำหรับการมาเยือนอ่างทองคือระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ อากาศเย็นสบาย ข้าวในนาพึ่งเก็บเกี่ยว ทุ่งนาเปิดกว้างให้วิ่งเล่นหรือถ่ายรูป และเส้นทางในชนบทไม่มีฝนหรือน้ำท่วม ช่วงเดือนตุลาคมก็ดีสำหรับคนที่อยากดูแข่งเรือยาวซึ่งจัดในช่วงออกพรรษา

อ่างทองเป็นจังหวัดที่เหมาะสำหรับทริปวันเดียวจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาขับรถประมาณ 1.5-2 ชั่วโมงทางถนนสายเอเชีย แต่ถ้าต้องการความอิ่มใจมากขึ้น ค้างคืนที่โรงแรมเล็กๆ ในตัวเมืองหรือโฮมสเตย์ชุมชนแล้วตื่นแต่เช้าไปตักบาตรที่วัดก็เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่า เพราะวิถีชีวิตตอนเช้าของชาวอ่างทองที่ยังเป็นธรรมชาติคือสิ่งที่หาได้ยากในยุคนี้

เกร็ดน่ารู้สำคัญ

เล่นเกมรู้จักจังหวัดนี้

ลองเล่นกับจังหวัดไหน →

จังหวัดใกล้เคียง