ร้อยเอ็ด เมืองสาเกตนคร 101 ประตู หอโหวด ทุ่งกุลาร้องไห้ และบุญผะเหวด
ร้อยเอ็ดเป็นจังหวัดที่ชื่อของมันเองก็เป็นเรื่องเล่าอยู่แล้ว ตำนานว่าด้วยเมืองที่ยิ่งใหญ่จนมีประตูเมืองมากถึง 'ร้อยเอ็ดประตู' หรือ 101 ประตู ตามจำนวนเมืองขึ้นที่แผ่อำนาจออกไปทุกทิศ ตัวเลข 101 นี้กลายเป็นเอกลักษณ์ที่ชาวร้อยเอ็ดภูมิใจและหยิบมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่หอชมเมืองสูง 101 เมตร ไปจนถึงพระมหาเจดีย์ที่สูงเท่ากันพอดี
ในอดีตเมืองนี้รู้จักกันในนาม 'สาเกตนคร' เมืองโบราณกลางที่ราบสูงอีสานที่เคยรุ่งเรืองสมัยพญาสุริยวงศา ก่อนจะมาเป็นเมืองร้อยเอ็ดในทุกวันนี้ ร่องรอยของความเก่าแก่ยังเห็นได้จากปราสาทหินสมัยขอมที่กระจายอยู่รอบจังหวัด และจากผืนนากว้างสุดลูกหูลูกตาที่ชื่อ 'ทุ่งกุลาร้องไห้' ซึ่งครั้งหนึ่งเคยแห้งแล้งจนเป็นที่มาของชื่อ
วันนี้ร้อยเอ็ดคือเมืองที่กลมกล่อม มีบึงน้ำใจกลางเมืองให้คนเดินเล่นตอนเย็น มีหอชมวิวที่เพิ่งเปิดให้เล่นซิปไลน์ มีงานบุญใหญ่ที่จัดต่อเนื่องมากว่าร้อยปี และมีข้าวหอมมะลิที่หอมที่สุดในโลกออกมาจากผืนดินที่เคยร้องไห้ บทความนี้จะพาไปรู้จักร้อยเอ็ดในทุกแง่มุม
จากสาเกตนคร สู่เมืองร้อยเอ็ดประตู
ชื่อ 'ร้อยเอ็ด' มาจากตำนานเมืองโบราณที่ชื่อ สาเกตนคร ซึ่งว่ากันว่าเคยมีอำนาจแผ่ขยายจนมีเมืองขึ้นเป็นบริวารจำนวนมาก เส้นทางเข้าออกติดต่อกับเมืองเหล่านั้นถูกอุปมาเป็น 'ประตูเมือง' และในตำนานอุรังคธาตุก็กล่าวถึงเมืองที่มีประตูเท่าจำนวนเมืองขึ้นถึง 101 เมือง การตั้งชื่อว่า 'ร้อยเอ็ดประตู' จึงเป็นการเปรียบเปรยเชิงสิริมงคล แสดงถึงความยิ่งใหญ่และอำนาจที่แผ่ไปทุกทิศ มากกว่าจะหมายถึงประตูจริงๆ 101 บาน
ความรุ่งเรืองสูงสุดของเมืองนี้อยู่ในสมัยพญาสุริยวงศา ซึ่งตามบันทึกมีเมืองขึ้นในปกครองหลายเมือง เช่น เมืองฟ้าแดด เมืองเปือย เมืองทอง เมืองหงษ์ เมืองเชียงขวง และอื่นๆ ก่อนที่ภายหลังเมืองจะถูกลดทอนเหลือ 11 ประตูตามจำนวนเมืองบริวารที่หลงเหลือ เลข 101 ที่ติดมากับชื่อจึงไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นความทรงจำของเมืองที่เคยเป็นศูนย์กลางแห่งหนึ่งของอีสาน และทุกวันนี้ชาวร้อยเอ็ดก็ยังนำเลขนี้มาเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดอย่างภาคภูมิ
หอโหวด ๑๐๑ บึงพลาญชัย และพระใหญ่กลางเมือง
หัวใจของตัวเมืองร้อยเอ็ดคือ บึงพลาญชัย บึงน้ำขนาดใหญ่ใจกลางเมืองที่เป็นทั้งสวนสาธารณะ ที่ออกกำลังกาย และแลนด์มาร์กถ่ายรูปยอดฮิต บนเกาะกลางบึงเป็นที่ตั้งของ ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่ชาวร้อยเอ็ดเคารพนับถือ ช่วงเย็นบึงพลาญชัยคึกคักด้วยผู้คนมาเดินเล่นรับลม นั่งกินลมชมพระอาทิตย์ตก
ไม่ไกลกันคือ หอโหวด ๑๐๑ (Roi Et Tower) หอชมเมืองสูงกว่า 101 เมตร ออกแบบให้ได้รูปทรงคล้าย 'โหวด' เครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสาน ด้านบนมีจุดชมวิวพื้นกระจกมองลงเห็นเมืองร้อยเอ็ดแบบ 360 องศา และยังเปิดให้เล่นซิปไลน์บนหอชมเมือง ซึ่งถือเป็นแห่งแรกในไทย กลายเป็นกิจกรรมขายความตื่นเต้นใหม่ของจังหวัด
อีกหมุดที่พลาดไม่ได้คือ วัดบูรพาภิราม ในเขตเทศบาลเมือง ที่ประดิษฐาน พระพุทธรัตนมงคลมหามุนี หรือ 'หลวงพ่อใหญ่' พระพุทธรูปปางประทานพรที่สูงที่สุดในประเทศไทย วัดจากพระบาทถึงยอดเกศสูงราว 59 เมตร และเมื่อรวมฐานสูงทั้งหมดเกือบ 68 เมตร มองเห็นเด่นเป็นสง่าจากระยะไกล สำหรับสายบุญที่ไม่กลัวระยะทาง พระมหาเจดีย์ชัยมงคล ที่วัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วราราม อำเภอหนองพอก คือจุดหมายที่ต้องไป เจดีย์ขนาดมหึมาสูง 101 เมตร ผสมศิลปะภาคกลางกับอีสาน ยอดบนสุดเป็นทองคำหนักราว 60 กิโลกรัม วิจิตรทั้งภายในและภายนอก
ปราสาทหินขอมและทุ่งกุลาร้องไห้
ร้อยเอ็ดไม่ได้มีแค่เรื่องเล่ายุคล้านช้าง แต่ยังมีร่องรอยอารยธรรมขอมที่จับต้องได้ ที่อำเภอเกษตรวิสัยมี ปราสาทกู่กาสิงห์ ปราสาทหินทรายที่สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นทั้งโบราณสถานและชุมชนที่ยังรักษาวิถีชีวิตชาวนาทุ่งกุลาเอาไว้ ส่วนที่อำเภอธวัชบุรีมี ปรางค์กู่ (หรือปราสาทหนองกู่) อโรคยศาล หรือสถานพยาบาลในสมัยขอม ที่บ่งบอกว่าดินแดนนี้เคยอยู่บนเส้นทางอารยธรรมเขมรโบราณ
พื้นที่ตอนล่างของจังหวัดแถบอำเภอเกษตรวิสัยเป็นส่วนหนึ่งของ ทุ่งกุลาร้องไห้ ที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ริมแม่น้ำมูล ชื่อนี้มาจากตำนานว่าทุ่งแห่งนี้กว้างและแห้งแล้งจนพ่อค้าชาว 'กุลา' ที่เดินทางผ่านยังถึงกับร้องไห้ หน้าแล้งดินแตกระแหงไม่มีน้ำไม่มีต้นไม้ใหญ่ แต่ด้วยการพัฒนาแหล่งน้ำและพันธุ์ข้าวในเวลาต่อมา ผืนดินที่เคยร้องไห้กลับกลายเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดของอีสาน พลิกจากความแห้งแล้งเป็น 'เมืองหลวงข้าวหอมมะลิ' อย่างแท้จริง
บุญผะเหวดและงานข้าวหอมมะลิ
ประเพณีที่ขึ้นชื่อที่สุดของร้อยเอ็ดคือ บุญผะเหวด หรือบุญพระเวสสันดร หนึ่งใน 'ฮีตสิบสอง' ของชาวอีสาน เป็นงานบุญที่ฟังเทศน์มหาชาติเรื่องพระเวสสันดรชาดก ชาวบ้านจัดสืบทอดกันมายาวนานกว่าร้อยปี ปัจจุบันจังหวัดยกระดับเป็นงานใหญ่ประจำปีในชื่อ 'มหาทานบารมี ประเพณีบุญผะเหวดร้อยเอ็ด' จัดราวเดือนมีนาคม มีขบวนแห่ผะเหวดเข้าเมือง แห่ผ้าผะเหวดยาว และล่าสุดยังมีไฮไลต์สนุกๆ อย่างการให้ผู้ว่าฯ แต่งกายเป็น 'ชูชก' โหนซิปไลน์เชิงสัญลักษณ์ เชื่อมเรื่องเล่าโบราณเข้ากับหอโหวด ๑๐๑
อีกงานที่สะท้อนตัวตนของจังหวัดคือ งานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ที่จัดควบคู่กับประเพณี 'สมมาน้ำคืนเพ็งเส็งประทีป' ในช่วงปลายปี เป็นงานขอบคุณผืนนาและสายน้ำ มีการประกวดข้าว แสดงวัฒนธรรม และจุดประทีปบูชา ทั้งสองงานทำให้เห็นว่าวิถีชีวิตของร้อยเอ็ดผูกอยู่กับพระพุทธศาสนาและต้นข้าวอย่างแยกไม่ออก
ของกินของฝากและช่วงเวลาน่าเที่ยว
ของขึ้นชื่อที่สุดของร้อยเอ็ดไม่ต้องเดา คือ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวจากพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และ กข 15 ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ด้วยกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ที่เกิดจากดินเค็มปนทรายของทุ่งกุลา ซื้อกลับเป็นของฝากได้ทั้งข้าวสาร และผลิตภัณฑ์แปรรูปอย่างไรซ์แครกเกอร์หรือเครื่องดื่มจากใบข้าว นอกจากข้าวยังมี ผ้าไหม ที่บ้านหวายหลึม อำเภอธวัชบุรี และผ้าไหมลายสาเกตอันเป็นลายเอกลักษณ์ของจังหวัด งานฝีมือประณีตที่เคยคว้ารางวัลประกวดมาหลายครั้ง
อาหารพื้นถิ่นเป็นรสอีสานแท้ ทั้งส้มตำ ลาบ ก้อย และข้าวเหนียวนึ่งจากข้าวหอมมะลิคุณภาพดีที่หากินที่อื่นยาก ช่วงเวลาที่เหมาะไปเที่ยวร้อยเอ็ดที่สุดคือ ฤดูหนาว ราวเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ อากาศเย็นสบายเดินเที่ยวบึงพลาญชัยและขึ้นหอโหวดได้สบาย และถ้าอยากดูประเพณีให้ครบ ให้เล็งช่วงปลายปีสำหรับงานข้าวหอมมะลิ และเดือนมีนาคมสำหรับบุญผะเหวด ซึ่งเป็นช่วงที่เมืองทั้งเมืองมีชีวิตชีวาที่สุด
เกร็ดน่ารู้สำคัญ
- ชื่อ 'ร้อยเอ็ด' มาจากตำนานเมืองสาเกตนครที่เปรียบว่ามีถึง 'ร้อยเอ็ดประตู' (101) ตามจำนวนเมืองขึ้นที่แผ่อำนาจออกไปทุกทิศ
- หอโหวด ๑๐๑ เป็นหอชมเมืองสูงกว่า 101 เมตร รูปทรงคล้ายเครื่องดนตรีพื้นบ้าน 'โหวด' และเป็นหอชมเมืองแห่งแรกในไทยที่เปิดให้เล่นซิปไลน์
- วัดบูรพาภิรามประดิษฐานหลวงพ่อใหญ่ (พระพุทธรัตนมงคลมหามุนี) พระพุทธรูปปางประทานพรที่สูงที่สุดในประเทศไทย สูงรวมเกือบ 68 เมตร
- พระมหาเจดีย์ชัยมงคล วัดผาน้ำทิพย์ฯ อำเภอหนองพอก สูง 101 เมตร ยอดเจดีย์เป็นทองคำหนักประมาณ 60 กิโลกรัม
- ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และ กข 15) เป็นสินค้า GI ที่ได้ชื่อว่าหอมที่สุด ปลูกในผืนทุ่งกุลาที่เคยแห้งแล้ง
- บุญผะเหวด (เทศน์มหาชาติพระเวสสันดร) เป็นงานบุญตามฮีตสิบสองที่ร้อยเอ็ดสืบทอดมากว่าร้อยปี ปัจจุบันจัดเป็นงานใหญ่ประจำจังหวัดราวเดือนมีนาคม
