มุกดาหาร เมืองริมโขงสุดชายแดน ประตูสู่อินโดจีน หินล้านปีภูผาเทิบ และหมูยอกลิ่นเวียดนาม

มุกดาหาร (Mukdahan) • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมุกดาหาร
มุกดาหาร — หอแก้วมุกดาหาร
ภาพประกอบ มุกดาหารหอแก้วมุกดาหาร (ที่มา: Wikimedia Commons) · เครดิตรูปภาพ

มุกดาหารเป็นจังหวัดเล็ก ๆ ที่ยืนอยู่ริมแม่น้ำโขงในมุมตะวันออกของอีสาน หันหน้าตรงข้ามกับเมืองสะหวันนะเขตของลาวเพียงแค่ลำน้ำกั้น เป็นเมืองที่หลายคนขับรถผ่านเพื่อข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 ไปยังเวียดนามและจีนตอนใต้ แต่จริง ๆ แล้วมุกดาหารคือเมืองที่ควรชะลอความเร็วลงแล้วแวะค้างสักคืนสองคืน เพราะที่นี่มีเสน่ห์ของเมืองชายแดนที่ผสมเชื้อชาติไว้หลากหลายอย่างที่หาไม่ได้ง่าย ๆ

เดินเล่นริมโขงตอนเย็น มองพระอาทิตย์ตกลับฝั่งลาว ลมเย็น ๆ พัดมาพร้อมกลิ่นหมูยอย่างจากร้านริมทาง เป็นภาพที่บอกตัวตนของเมืองนี้ได้ดี มุกดาหารเป็นเมืองที่คนไทยเชื้อสายเวียดนาม ลาว ภูไท และชนเผ่าอื่น ๆ อยู่ปะปนกันมานาน อาหารการกินจึงมีทั้งกลิ่นอายเวียดนามและรสมือแบบอีสานแท้ ๆ

เมืองนี้ยังเป็นจุดที่ธรรมชาติอวดฝีมือไว้อย่างน่าทึ่ง ทั้งกลุ่มหินรูปทรงประหลาดอายุนับล้านปีบนภูผาเทิบ และโขดหินกลางลำโขงที่แก่งกะเบา มุกดาหารจึงเป็นเมืองที่มีครบทั้งวิวแม่น้ำ ภูเขาหิน วัฒนธรรมข้ามพรมแดน และของกินที่หาที่อื่นยาก

จากปากห้วยมุกถึงเมืองชายแดน — ความเป็นมาของมุกดาหาร

มุกดาหารมีรากเก่าแก่กว่าที่หลายคนคิด ราว พ.ศ. 2310 เจ้ากินรี บุตรเจ้าจันทรสุริยวงศ์ ได้นำผู้คนข้ามลำน้ำโขงมาตั้งบ้านเรือนขึ้นบริเวณปากห้วยมุก ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเมืองในเวลาต่อมา จนถึง พ.ศ. 2321 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เจ้ากินรีเป็น พระยาจันทรศรีสุราช อุปราชามัณฑาตุราช และให้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองมุกดาหารเป็นคนแรก

เดิมทีมุกดาหารเป็นเพียงอำเภอหนึ่งของจังหวัดนครพนม ก่อนจะยกฐานะขึ้นเป็นจังหวัดลำดับที่ 73 ของประเทศไทยใน พ.ศ. 2525 ทำให้เป็นหนึ่งในจังหวัดที่ตั้งขึ้นใหม่ที่สุดของอีสาน ด้วยทำเลที่ติดแม่น้ำโขงและอยู่ตรงข้ามสะหวันนะเขต เมืองนี้จึงเติบโตในฐานะเมืองการค้าชายแดนมาตลอด และยิ่งคึกคักขึ้นเมื่อสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 เปิดใช้ กลายเป็นประตูบกที่เชื่อมไทยเข้าสู่กลุ่มประเทศอินโดจีนบนเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก

เที่ยวมุกดาหาร — หินล้านปี วิวริมโขง และตลาดข้ามพรมแดน

แลนด์มาร์กที่พลาดไม่ได้คือ หอแก้วมุกดาหาร หอคอยทรงกระบอกสูงที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของเมือง ชั้นบนเป็นจุดชมวิว 360 องศา มองเห็นตัวเมือง แม่น้ำโขง และฝั่งลาวได้กว้างไกล ส่วนชั้นล่างจัดแสดงเรื่องราวประวัติเมืองและข้าวของชนเผ่าต่าง ๆ ให้ได้เข้าใจรากของมุกดาหารก่อนออกไปเที่ยวที่อื่น

สายธรรมชาติต้องไป อุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ ห่างจากตัวเมืองราว 17 กิโลเมตร จุดเด่นคือกลุ่มหินทรายขนาดยักษ์ที่ถูกลมฝนกัดเซาะจนเป็นรูปทรงแปลกตา ทับซ้อนกันราวกับมีคนจัดวาง บางก้อนเหมือนเก๋งจีน บางก้อนเหมือนเห็ด เป็นประติมากรรมธรรมชาติอายุนับล้านปี ใกล้กันคือ ภูมโนรมย์ ภูเขาทางใต้ของตัวเมืองที่เป็นจุดชมวิวแม่น้ำโขงและพระใหญ่ ส่วน แก่งกะเบา ที่อยู่ห่างออกไปราว 30 กิโลเมตร เป็นแก่งหินกลางลำโขงที่หน้าแล้งน้ำลดจะลงเล่นน้ำและกินปลาสด ๆ ริมโขงได้

ขาช้อปต้องแวะ ตลาดอินโดจีน ริมแม่น้ำโขงใจกลางเมือง ที่ขายสินค้านำเข้าจากลาว เวียดนาม จีน ไปจนถึงรัสเซีย ทั้งเสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เซรามิก และของแปลกตา และถ้าชอบสถาปัตยกรรม ควรขับไปชม โบสถ์คริสต์สองคอน ที่อำเภอหว้านใหญ่ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นโบสถ์คาทอลิกที่สวยและใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคนี้

แปดชนเผ่า สงกรานต์ถนนข้าวเปียก และความเชื่อสองนาง

สิ่งที่ทำให้มุกดาหารต่างจากเมืองอีสานทั่วไปคือความหลากหลายทางเชื้อชาติ ในตัวเมืองและรอบ ๆ มีกลุ่มชนหลายเผ่าอยู่ร่วมกัน จนมักเรียกกันว่าเมืองแปดชนเผ่า ทั้งไทยอีสาน ภูไท ไทยเชื้อสายเวียดนาม กะเลิง ย้อ และอื่น ๆ ความหลากหลายนี้สะท้อนออกมาในงานบุญ การแต่งกาย และอาหารของเมือง

เทศกาลที่เป็นเอกลักษณ์คือ ประเพณีสงกรานต์ ถนนข้าวเปียก ที่จัดช่วง 13-15 เมษายนทุกปี กลางตัวเมืองริมโขง มีทั้งการเล่นน้ำ ขบวนแห่ และการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน เป็นสงกรานต์ที่เชื่อมความสัมพันธ์สองฝั่งโขงระหว่างมุกดาหารกับสะหวันนะเขตด้วย นอกจากนี้ยังมี งานกาชาดและงานของดีจังหวัดมุกดาหาร ที่รวมของดีของเด่นทั้งจังหวัดมาไว้ในงานเดียว

ด้านความเชื่อ ชาวมุกดาหารนับถือ เจ้าแม่สองนางพี่น้อง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองที่มีศาลอยู่ริมโขง โดยจะมีพิธีบวงสรวงในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี เป็นวันที่ลูกหลานชาวเมืองกลับมารวมตัวกันแสดงความเคารพต่อสิ่งที่คุ้มครองเมืองมายาวนาน

หมูยอ ปอเปี๊ยะ และของฝากกลิ่นเวียดนาม

เพราะมีชุมชนคนไทยเชื้อสายเวียดนามอยู่มาก อาหารขึ้นชื่อของมุกดาหารจึงมีกลิ่นอายเวียดนามชัดเจน พระเอกคือ หมูยอ ที่ทำกันสด ๆ เนื้อแน่นหนึบ กินเปล่า ๆ ก็อร่อย หรือจะย่างไฟกินคู่ข้าวเหนียวก็ได้ เป็นทั้งของกินเล่นและของฝากที่ทุกคนต้องหิ้วกลับ คู่กันคือ ปอเปี๊ยะสด ที่ห่อผักหลายชนิดสดกรอบ จิ้มน้ำจิ้มรสจัด

ฝั่งอาหารถิ่นแท้ ๆ ที่จังหวัดคัดเป็นเมนูประจำถิ่นก็มีหลายอย่างน่าลอง เช่น หมูหันแก่งกะเบา ที่กินวิวริมโขงไปด้วย ปลาส้มทอด หลามปลา ลาบซิ้นขม และ ข้าวจี่ปาเต ที่เอาขนมปังแบบเวียดนามมาผสมกับข้าวจี่อีสาน เป็นตัวอย่างของอาหารลูกผสมที่เกิดได้เฉพาะเมืองชายแดนแบบนี้

ของหวานที่หาทานยากคือ ซะลีฮอกาบ ขนมหวานมันทำจากข้าวโพดที่มักทำกันในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ส่วนของฝากติดไม้ติดมือนอกจากหมูยอแล้วยังมี มะขามหวาน เนื้อหนานุ่ม หมอนขิตที่ทอจากฝีมือชาวบ้าน และผ้าไหมผ้าพื้นเมืองลวดลายงดงาม

ช่วงเวลาน่าเที่ยวและเกร็ดก่อนออกเดินทาง

ช่วงที่เหมาะที่สุดในการเที่ยวมุกดาหารคือฤดูหนาว ราวเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ อากาศเย็นสบาย เดินเที่ยวภูผาเทิบและริมโขงได้ทั้งวันโดยไม่ร้อนเกินไป ส่วนหน้าแล้งช่วงมีนาคมถึงเมษายนน้ำโขงจะลด ทำให้เห็นโขดหินที่แก่งกะเบาชัดและลงเล่นน้ำได้ ใครอยากสัมผัสบรรยากาศเทศกาลให้มาช่วงสงกรานต์ที่มีงานถนนข้าวเปียกพอดี

เกร็ดเล็ก ๆ ที่ควรรู้คือมุกดาหารเป็นจุดข้ามแดนสำคัญ ถ้ามีเวลาเหลือสามารถข้ามสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 ไปเที่ยวเมืองสะหวันนะเขตของลาวแบบไปเช้าเย็นกลับได้ และเมืองนี้ขนาดกะทัดรัด เที่ยวรอบจังหวัดด้วยรถยนต์ส่วนตัวสบาย ๆ ภายใน 2-3 วัน เหมาะกับทริปริมโขงแบบใช้ชีวิตช้า ๆ ที่ไม่ต้องรีบร้อนไปไหน

เกร็ดน่ารู้สำคัญ

เล่นเกมรู้จักจังหวัดนี้

ลองเล่นกับจังหวัดไหน →

จังหวัดใกล้เคียง