เที่ยวกาฬสินธุ์ ถิ่นน้ำดำ ดินแดนไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว ผ้าแพรวาราชินีแห่งไหม

กาฬสินธุ์ (Kalasin) • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือกาฬสินธุ์
กาฬสินธุ์ — จังหวัดกาฬสินธุ์
ภาพประกอบ กาฬสินธุ์จังหวัดกาฬสินธุ์ (ที่มา: Wikimedia Commons) · เครดิตรูปภาพ

ถ้าจะมีจังหวัดหนึ่งในภาคอีสานที่นิยามตัวเองด้วยคำว่า "เก่าแก่" ได้ทุกมิติ จังหวัดนั้นคงเป็นกาฬสินธุ์ ที่นี่คือดินแดนที่ซากไดโนเสาร์อายุร่วม 130 ล้านปีนอนเรียงรายอยู่กลางภูเขา เป็นบ้านของเมืองโบราณสมัยทวารวดีที่ยังเหลือพระธาตุก่ออิฐตั้งตระหง่าน และเป็นถิ่นของชาวผู้ไทยที่ทอผ้าแพรวาด้วยลวดลายเดียวกับที่บรรพบุรุษทำมานับร้อยปี กาฬสินธุ์จึงไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่เป็นจังหวัดที่ยิ่งขุดลึกยิ่งเจอเรื่องราว

ชื่อ "กาฬสินธุ์" ฟังดูขลังและมีที่มา คำว่า "กาฬ" แปลว่าดำ ส่วน "สินธุ์" แปลว่าน้ำ รวมกันจึงหมายถึง "น้ำดำ" อันเป็นที่มาของฉายา "ถิ่นน้ำดำ" ที่ติดปากคนอีสานมาช้านาน เมืองนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปาว มีเทือกเขาภูพานทอดยาวอยู่ทางทิศเหนือ ทำให้มีทั้งที่ราบลุ่มทำนาและพื้นที่ภูเขาที่ซ่อนวัดถ้ำและรอยอารยธรรมเอาไว้

สำหรับนักเดินทางที่เบื่อเส้นทางเที่ยวอีสานแบบเดิม ๆ กาฬสินธุ์มอบประสบการณ์ที่หาไม่ได้ง่ายนัก ตั้งแต่ยืนมองโครงกระดูกไดโนเสาร์ในหลุมขุดค้นจริง ไปจนถึงนั่งกินกุ้งก้ามกรามตัวโตริมเขื่อนลำปาวยามพระอาทิตย์ตก บทความนี้จะพาไปรู้จักกาฬสินธุ์ในแบบที่ลึกกว่าคำขวัญ

ความเป็นมา: จากบ้านแก่งสำโรงสู่เมืองถิ่นน้ำดำ

เรื่องราวของกาฬสินธุ์ในยุครัตนโกสินทร์เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2336 เมื่อท้าวโสมพะมิตรนำผู้คนอพยพหลบภัยข้ามมาจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง มาตั้งบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำปาว เรียกกันว่า "บ้านแก่งสำโรง" ต่อมาได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นเมืองและพระราชทานนามว่า "เมืองกาฬสินธุ์" ตามลักษณะของน้ำที่ดูดำคล้ำ

แต่ประวัติศาสตร์ของพื้นที่นี้เก่าแก่กว่านั้นมาก เพราะกาฬสินธุ์เป็นที่ตั้งของ "เมืองฟ้าแดดสงยาง" เมืองโบราณสมัยทวารวดีในเขตอำเภอกมลาไสย ที่ยังหลงเหลือร่องรอยคูเมืองและใบเสมาหินสลักภาพชาดก จุดเด่นของเมืองโบราณแห่งนี้คือ "พระธาตุยาคู" เจดีย์ก่ออิฐขนาดใหญ่ที่สุดในเมือง ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าบรรจุอัฐิของพระเถระผู้เป็นที่เคารพ ทำให้กาฬสินธุ์มีชั้นของประวัติศาสตร์ซ้อนกันตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคทวารวดี จนถึงยุคตั้งเมืองในสมัยรัตนโกสินทร์

สถานที่ต้องไป: สุสานไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าวและวิวเขื่อนลำปาว

ไฮไลต์ที่ทำให้กาฬสินธุ์โด่งดังไปทั่วประเทศคือ "สุสานไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว" ในอำเภอสหัสขันธ์ จุดเริ่มต้นมาจากปี พ.ศ. 2537 เมื่อพระครูวิจิตรสหัสคุณ เจ้าอาวาสวัดสักกะวัน พบกระดูกขนาดใหญ่ที่ภูกุ้มข้าว นำไปสู่การขุดค้นอย่างเป็นระบบของกรมทรัพยากรธรณี และพบโครงกระดูกไดโนเสาร์กินพืชเกือบทั้งตัว นับเป็นแหล่งไดโนเสาร์กินพืชที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย ปัจจุบันมี "พิพิธภัณฑ์สิรินธร" ซึ่งได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ เปิดเมื่อ พ.ศ. 2550 เป็นพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์แห่งแรกของไทย ให้ชมหลุมขุดค้นจริงและหุ่นจำลองขนาดเท่าตัว

อีกหนึ่งจุดที่พลาดไม่ได้คือ "เขื่อนลำปาว" เขื่อนดินที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่หลายอำเภอ บรรยากาศริมเขื่อนเหมาะกับการพักผ่อน ล่องเรือ และกินอาหารริมน้ำ เหนือผืนน้ำมี "สะพานเทพสุดา" สะพานข้ามอ่างเก็บน้ำจืดที่ยาวที่สุดในประเทศ ทอดข้ามเขื่อนลำปาวด้วยวิวกว้างสุดสายตา สำหรับสายบุญ "วัดพุทธนิมิต (ภูค่าว)" ในอำเภอสหัสขันธ์มีพระพุทธไสยาสน์สลักบนแผ่นผาในท่าตะแคงซ้ายอันเก่าแก่ และอุโบสถไม้แกะสลักงดงาม เป็นจุดที่รวมความศักดิ์สิทธิ์กับงานฝีมือไว้ด้วยกัน

วัฒนธรรมผู้ไทยและผ้าแพรวา ราชินีแห่งไหม

หัวใจทางวัฒนธรรมของกาฬสินธุ์อยู่ที่ชาว "ผู้ไทย" หรือ "ภูไท" กลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังรักษาภาษา การแต่งกาย และวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะที่ "บ้านโพน" อำเภอคำม่วง ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ "ผ้าไหมแพรวา" ผ้าทอลวดลายวิจิตรที่เดิมใช้เป็นผ้าสไบพาดไหล่ในงานบุญ ด้วยความงดงามของลายและความประณีตของการเก็บขิด ผ้าแพรวาจึงได้รับการขนานนามว่า "ราชินีแห่งไหม"

ที่บ้านโพนมี "ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมผู้ไทยผ้าไหมแพรวา" และ "ศูนย์วิจิตรแพรวา" ที่จัดแสดงเรือนผู้ไทย วิถีชีวิต และจำหน่ายผ้าแบบครบวงจร นักท่องเที่ยวสามารถชมการทอจริงและเลือกซื้อผ้าจากมือผู้ทอ อีกหนึ่งมรดกทางวัฒนธรรมคือดนตรี "โปงลาง" เครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสานที่กาฬสินธุ์ถือเป็นแหล่งสำคัญ ทั้งผ้าแพรวาและข้าวเหนียวเขาวงยังได้ขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของจังหวัดอีกด้วย

อาหารและของขึ้นชื่อ: กุ้งก้ามกรามตัวโตและข้าวเหนียวเขาวง

พูดถึงของกินกาฬสินธุ์ ต้องยกให้ "กุ้งก้ามกราม" เป็นพระเอก เพราะเกษตรกรรอบเขื่อนลำปาวเลี้ยงกุ้งก้ามกรามกันเป็นล่ำเป็นสัน จนกลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจอันดับต้น ๆ ของจังหวัด กุ้งตัวโตเนื้อแน่นนำมาเผาหรือทำกุ้งอบ กินคู่น้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บ เป็นเมนูที่นักท่องเที่ยวตั้งใจมากินถึงริมเขื่อน จนมีการจัด "งานมหกรรมกุ้งก้ามกราม" เป็นประจำ

ของขึ้นชื่ออีกอย่างคือ "ข้าวเหนียวเขาวง" ข้าวเหนียวจากอำเภอเขาวงที่มีเอกลักษณ์คือนุ่มเหนียว หอม และไม่แข็งกระด้างแม้เย็นตัวลงแล้ว จนได้รับการขึ้นทะเบียน GI ของกินติดไม้ติดมือกลับบ้านยังมีเนื้อแดดเดียว เนื้อเค็ม และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาน้ำจืด ส่วนผลไม้ก็มีมะม่วงน้ำดอกไม้ที่ปลูกกันมากในแถบนี้ ทำให้กาฬสินธุ์เป็นจังหวัดที่ทั้งกินดีและซื้อของฝากได้เพลิน

ช่วงเวลาน่าเที่ยวและเกร็ดน่ารู้

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเที่ยวกาฬสินธุ์คือฤดูหนาวราวเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ อากาศเย็นสบาย เหมาะกับการนั่งเรือชมเขื่อนลำปาวและเดินชมเมืองโบราณ จุดพีกอยู่ที่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ เพราะมี "งานมหกรรมโปงลาง แพรวา และงานกาชาดจังหวัดกาฬสินธุ์" ที่จัดยาวถึง 12 วัน 12 คืน รวมการแสดงโปงลาง การเดินแบบผ้าแพรวา และการออกร้านของดีประจำจังหวัด ถือเป็นงานประจำปีที่สะท้อนตัวตนของกาฬสินธุ์ได้ครบที่สุด

เกร็ดน่ารู้ที่หลายคนไม่ทันสังเกตคือ กาฬสินธุ์มีไดโนเสาร์สายพันธุ์ที่ค้นพบในไทยอย่าง "ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน" เป็นหนึ่งในกลุ่มซากที่พบในพื้นที่ และจังหวัดยังใช้ภาพไดโนเสาร์เป็นสัญลักษณ์ทางการท่องเที่ยวจนกลายเป็นเอกลักษณ์ การมากาฬสินธุ์จึงเหมือนได้เดินทางข้ามเวลา จากยุคไดโนเสาร์ สู่เมืองทวารวดี มาถึงหมู่บ้านทอผ้าที่ยังมีลมหายใจ ในจังหวัดเดียว

เกร็ดน่ารู้สำคัญ

เล่นเกมรู้จักจังหวัดนี้

ลองเล่นกับจังหวัดไหน →

จังหวัดใกล้เคียง