บึงกาฬ จังหวัดที่ 77 ของไทย ดินแดนพญานาค ถ้ำนาคา หินสามวาฬ ริมฝั่งโขง
ถ้าจะหาจังหวัดที่ "เกิดทีหลังแต่ดังไม่แพ้ใคร" บึงกาฬคงเป็นชื่อแรกๆ ที่นักเดินทางสายอีสานนึกถึง จังหวัดเล็กๆ ที่นอนเรียบขนานไปกับลำน้ำโขงตอนบนแห่งนี้ เพิ่งแยกตัวออกมาเป็นจังหวัดลำดับที่ 77 ของประเทศไทยเมื่อปี 2554 นี้เอง แต่ภายในเวลาไม่ถึงสิบกว่าปี ชื่อของบึงกาฬก็พุ่งทะยานขึ้นมาอยู่ในลิสต์ "ต้องไปสักครั้งในชีวิต" ของคนไทยทั้งประเทศ ด้วยพลังของหินผาประหลาดและตำนานพญานาคที่เล่าขานกันมาช้านานริมสองฝั่งโขง
เสน่ห์ของบึงกาฬคือความ "ดิบ" ที่ยังหาได้ยากในเมืองท่องเที่ยวกระแสหลัก ถนนหลายสายยังคงทอดผ่านสวนยางพาราเขียวชอุ่มสุดลูกหูลูกตา ภูเขาหินทรายลูกแล้วลูกเล่าซ่อนถ้ำและหน้าผาที่ธรรมชาติใช้เวลาปั้นแต่งนานนับล้านปี ขณะที่ในตัวเมืองยังคงมีกลิ่นอายชายแดนแบบสบายๆ มองข้ามแม่น้ำไปก็เห็นฝั่งลาวอยู่แค่เอื้อม
ที่นี่ไม่ได้มีดีแค่ทิวทัศน์ แต่เป็นดินแดนแห่งศรัทธาที่ผูกพันกับพญานาคอย่างลึกซึ้ง ทั้งถ้ำนาคาที่หินเป็นเกล็ดราวกับลำตัวงูใหญ่ ทั้งปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคที่ผุดขึ้นกลางลำโขงทุกออกพรรษา บึงกาฬจึงเป็นจุดหมายที่ตอบโจทย์ทั้งสายมูเตลู สายผจญภัย และคนที่อยากหนีความวุ่นวายไปนั่งฟังเสียงน้ำโขงไหลเอื่อยๆ
จากอำเภอชายแดน สู่จังหวัดที่ 77 ของไทย
บึงกาฬมีฐานะเป็นจังหวัดที่ "อายุน้อยที่สุด" ของประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติตั้งจังหวัดบึงกาฬ พ.ศ. 2554 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2554 โดยแยกพื้นที่ 8 อำเภอออกมาจากจังหวัดหนองคาย ได้แก่ เมืองบึงกาฬ พรเจริญ โซ่พิสัย เซกา ปากคาด บึงโขงหลง ศรีวิไล และบุ่งคล้า ก่อนหน้านี้บึงกาฬเป็นเพียงอำเภอชายแดนเล็กๆ ที่อยู่ไกลจากตัวจังหวัดหนองคายมาก การยกฐานะขึ้นเป็นจังหวัดจึงเกิดจากความต้องการของคนในพื้นที่ที่อยากให้การปกครองและการพัฒนาเข้าถึงได้สะดวกขึ้น
ชื่อ "บึงกาฬ" มาจากแหล่งน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ สอดคล้องกับลักษณะภูมิประเทศที่อุดมไปด้วยบึง หนอง และลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง ตราประจำจังหวัดเป็นรูปต้นไม้ใหญ่ริมบึง สื่อถึงความชุ่มชื้นและความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าและพรรณไม้มีค่า จังหวัดวางตัวยาวเลียบแม่น้ำโขงทางทิศเหนือและตะวันออก มีพรมแดนธรรมชาติติดกับแขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว ทำให้วิถีชีวิตของผู้คนผูกพันกับสายน้ำและการค้าขายข้ามแดนมาแต่ไหนแต่ไร
ถ้ำนาคา หินสามวาฬ ภูทอก สามหมุดหมายที่พลาดไม่ได้
ดาวเด่นที่ทำให้บึงกาฬดังเปรี้ยงคือ "ถ้ำนาคา" ในเขตอุทยานแห่งชาติภูลังกา อำเภอบึงโขงหลง ซึ่งเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการเมื่อราวปี 2563 จุดเด่นคือก้อนหินขนาดใหญ่ที่ผิวแตกลายเป็นเกล็ดคล้ายเกล็ดงู เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาที่เรียกว่าซันแครก (sun crack) ประกอบกับการโค้งตัวของหิน ทำให้รูปร่างโดยรวมเหมือนลำตัวพญานาคขนาดมหึมาขดตัวอยู่กลางป่า กลายเป็นพิกัดในฝันของสายมูที่อยากมากราบไหว้ขอพรปู่อือลือนาคราช การขึ้นถ้ำนาคาต้องลงทะเบียนล่วงหน้าและเดินเท้าขึ้นเขาราว 2 กิโลเมตร
อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของจังหวัดคือ "หินสามวาฬ" ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงดิบกะลา ป่าภูสิงห์ และป่าดงสีชมพู เป็นกลุ่มหินทรายขนาดยักษ์ที่ว่ากันว่ามีอายุกว่า 75 ล้านปี เมื่อมองจากมุมสูงจะเห็นเป็นรูปวาฬสามตัว พ่อ แม่ ลูก กำลังแหวกว่ายอยู่กลางผืนป่า นักท่องเที่ยวนิยมขึ้นไปรอชมพระอาทิตย์ขึ้นและถ่ายรูปบนสันหินที่ยื่นออกไปกลางอากาศ ส่วน "ภูทอก" ในอำเภอศรีวิไล เป็นที่ตั้งของวัดเจติยาคีรีวิหาร มีสะพานและบันไดไม้เวียนรอบภูเขาสูงถึง 7 ชั้น ที่หลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ สร้างขึ้นด้วยศรัทธาแรงกล้า เป็นทั้งสถานปฏิบัติธรรมและจุดชมวิวที่ท้าทายขาทั้งสองข้างของผู้มาเยือน
บั้งไฟพญานาคและศรัทธาริมฝั่งโขง
บึงกาฬเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ได้ชมปรากฏการณ์ "บั้งไฟพญานาค" อันลี้ลับ ลูกไฟสีแดงอมชมพูจะผุดขึ้นจากกลางลำน้ำโขงแล้วพุ่งสูงขึ้นฟ้าก่อนดับวูบไป โดยไม่มีเสียง ไม่มีควัน และไม่มีกลิ่นกำมะถัน ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเป็นประจำในคืนวันออกพรรษา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี โดยอำเภอปากคาด บริเวณตำบลปากคาดและตำบลนากั้ง เป็นจุดชมยอดนิยมของจังหวัด ช่วงเวลาประมาณหนึ่งทุ่มถึงสองทุ่มมักเป็นช่วงที่บั้งไฟพุ่งขึ้นมากที่สุด
ทุกปีจังหวัดจัดงาน "เปิดประตูสู่นครนาคา ออกพรรษาบึงกาฬ" ที่ผสมผสานพิธีบวงสรวงพญานาค การรำบวงสรวง ขบวนแห่ และตลาดของดีพื้นถิ่นเข้าด้วยกัน สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อเรื่องพญานาคไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่า แต่หล่อหลอมเป็นวิถีและเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของคนสองฝั่งโขงอย่างแท้จริง
ยางพารา ปลาน้ำโขง และของฝากกลิ่นอายลุ่มน้ำ
พืชเศรษฐกิจที่เป็นภาพจำของบึงกาฬคือ "ยางพารา" ทำให้สองข้างทางเต็มไปด้วยสวนยางต้นสูงชะลูดเรียงเป็นแถว และทำให้บึงกาฬได้ฉายาว่าเป็นเมืองหลวงยางพาราแห่งภาคอีสาน ของฝากจากยางพาราที่นิยมซื้อกลับบ้านจึงมีทั้งหมอนยางพาราและผลิตภัณฑ์แฮนด์เมดต่างๆ นอกจากนี้ยังมีผ้าทอหมักโคลนที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัตถุมงคลจากถ้ำนาคาที่สายมูนิยมหาติดมือกลับไป
ด้วยความที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง อาหารของบึงกาฬจึงผูกพันกับปลาน้ำจืดเป็นหลัก ทั้งเมนูปลาทอด ปลานึ่ง แกง ผัด ต้มยำ และของแปรรูปอย่างปลาส้ม ปลาร้าทรงเครื่อง ที่ใครได้ลิ้มลองแล้วมักติดใจ ส่วนของกินเล่นขึ้นชื่อที่หาซื้อเป็นของฝากได้คือ "ขนมเบื้องกรอบ" สูตรอบกรอบเก็บได้นาน นั่งกินปลาแม่น้ำโขงรสจัดจ้านพร้อมชมวิวพระอาทิตย์ตกที่ร้านอาหารริมโขงในตัวเมือง ถือเป็นประสบการณ์ที่บอกเล่าตัวตนของบึงกาฬได้ดีที่สุด
ช่วงเวลาน่าเที่ยวและเกร็ดน่ารู้
ช่วงเวลาที่เหมาะกับการเที่ยวบึงกาฬที่สุดคือปลายฝนต้นหนาว ราวเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ อากาศเย็นสบาย ป่าเขียว และเป็นจังหวะเดียวกับเทศกาลออกพรรษา-บั้งไฟพญานาค การขึ้นถ้ำนาคาและหินสามวาฬในช่วงนี้อากาศกำลังดี ไม่ร้อนจัด แต่ควรเตรียมรองเท้าผ้าใบที่เดินป่าได้ และจองคิวขึ้นถ้ำนาคาล่วงหน้า เพราะอุทยานจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวต่อวันเพื่อรักษาสภาพธรรมชาติ
อีกหนึ่งความพิเศษของบึงกาฬคือพื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลกถึงสองแห่ง ได้แก่ "บึงโขงหลง" ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญระหว่างประเทศ (Ramsar Site) เป็นแห่งที่สองของไทยและแห่งแรกของภาคอีสาน กับ "หนองกุดทิง" ที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำโขง เต็มไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและปลาเฉพาะถิ่น ในฤดูหนาวบึงโขงหลงยังเป็นจุดดูนกน้ำอพยพที่สวยงาม เหมาะกับนักท่องเที่ยวสายธรรมชาติที่อยากเห็นบึงกาฬในมุมที่สงบและไม่พลุกพล่าน
เกร็ดน่ารู้สำคัญ
- เป็นจังหวัดลำดับที่ 77 และใหม่ที่สุดของไทย จัดตั้งเมื่อ 23 มีนาคม 2554 โดยแยก 8 อำเภอออกจากจังหวัดหนองคาย
- ถ้ำนาคา ในอุทยานแห่งชาติภูลังกา อำเภอบึงโขงหลง เปิดให้ชมราวปี 2563 หินเป็นเกล็ดคล้ายลำตัวพญานาคจากปรากฏการณ์ซันแครก
- หินสามวาฬ ในเขตป่าภูสิงห์ เป็นกลุ่มหินทรายอายุกว่า 75 ล้านปี รูปร่างคล้ายวาฬพ่อ แม่ ลูก ว่ายน้ำกลางผืนป่า
- ภูทอก (วัดเจติยาคีรีวิหาร) มีบันไดและสะพานไม้เวียนรอบเขาสูง 7 ชั้น สร้างโดยหลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ
- บั้งไฟพญานาคปรากฏกลางลำน้ำโขงทุกคืนออกพรรษา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 จุดชมยอดนิยมอยู่ที่อำเภอปากคาด
- มีพื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลก (Ramsar Site) สองแห่งคือ บึงโขงหลง และหนองกุดทิง เป็นแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพริมโขง